ทุกวันนี้เราโดนหลายๆ สื่อบิ้วท์ให้เข้าไปดูงานศิลปะในแกลเลอรี่ด้วยคำพูดประมาณว่า “นี่นะ ที่เมืองนอก วันหยุดเขาไม่เดินห้างกันหรอก เขาไปเดินดูงานศิลปะกันที่หอศิลป์ต่างหาก” พอโดนแบบนี้บ่อยๆ ครั้งเข้า เราจึงตัดสินใจใช้เสาร์ – อาทิตย์ที่จะถึงนี้ไปเดินแกลเลอรี่แทนห้างดูสักครั้ง เผอิญว่าตอนนี้ในกรุงเทพฯ ก็มีแกลเลอรี่อยู่เยอะแยะซะด้วย เลือกเอาสักที่แล้วลองไปเสพศิลปะตามที่เขาว่ากันดีกว่า แต่โชคร้าย ไอ้ที่บิ้วท์ๆ กันนั้นลืมบอกไปว่าพอเข้าไปแล้วต้องเสพยังไง อาการเหวอ ทำตัวไม่ถูกจึงตามมา พร้อมๆ กับ ความคิดที่แวบขึ้นมาว่า “ทำไงดีวะ เอาเป็นว่าเช็คอินกับอัพรูปลงอินสตาแกรมก่อนละกัน”

ถ้าคุณไม่มีคำถามเดียวกันนี้ก็ขอให้ข้ามไป แต่สำหรับใครที่สงสัยเหมือนกัน เราเขียนคำตอบมาให้คุณอ่านข้างล่างนี้แล้ว

1. เลือกแกลเลอรี่ให้ถูก

ข้อนี้สำคัญที่สุด บทบาทของแกลเลอรี่มีอยู่ 2 ด้านด้วยกัน คือเพื่อการศึกษา และธุรกิจ (พูดง่ายๆ ก็คือไว้ขายงานศิลปะนี่แหละ) แกลเลอรี่ที่เราควรไปคือ แกลเลอรี่ที่ไม่เกี่ยงที่จะทำหน้าที่เพื่อการศึกษา และสำหรับแกลเลอรี่ที่ไม่ควรไปก็คือจำพวกที่จะขายงานอย่างเดียว ประมาณว่าถ้าเข้าไปถามคนดูแลแกลเลอรี่ว่าให้ช่วยนำชมผลงานหน่อย แล้วจะได้คำตอบว่า “น้องอ่านตามป้ายเอาเองละกันนะครับ” เราจะพบแกลเลอรี่พวกนี้ได้ตามย่านที่มีคนต่างชาติเยอะๆ

2. ไม่คาดหวังว่าจะได้อะไรจากผลงานทันที

การรับชมศิลปะไม่ได้เหมือนกับการเข้าห้องสมุดไปอ่านหนังสือแล้วได้อะไรจากตรงนั้นทันทีซะทีเดียว แต่เหมือนกับการเก็บข้อมูล ที่ก่อนจะเรียบเรียงออกมา เราต้องรอให้ความคิดตกตะกอนเสียก่อน ดังนั้น ถ้าเข้าไปดูงานเป็นชั่วโมงแล้วยังไม่เข้าใจก็อย่าเพิ่งเฟล กลับบ้านนอนให้สบายใจแล้วอาจจะคิดอะไรออกก็ได้

3. อ่าน

อ่านในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่การอ่านคำโปรยนิทรรศการ ชื่อคิวเรเตอร์ ชื่อศิลปิน คำอธิบายงาน หรือไซส์ผลงาน เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงในแง่ของพื้นที่ และการติดตั้งผลงาน โดยเฉพาะกับนิทรรศการกลุ่มที่มีการรวบรวมงานศิลปะจากหลากศิลปิน และหลายช่วงเวลามาจัดแสดงภายใต้หัวเรื่องเดียวกัน ในกรณีนี้ตำแหน่งของผลงานมีผลต่อการนำเสนอไอเดียของนิทรรศการมากทีเดียว

4. อย่าเชื่อศิลปินมากเกินไป

ฟังดูแล้วอาจจะงงๆ ว่าถ้าไม่ให้เชื่อศิลปินแล้วจะให้เชื่อใครล่ะ ? เราต้องเข้าใจก่อนว่าบทบาทของเราในฐานะคนดูงานศิลปะนั้น ไม่ได้ถูกจำกัดตายตัวอยู่ในบทบาทของผู้รับสาร หรือเป็นเด็กนักเรียนที่ต้องเชื่อตามที่ศิลปิน (ชั้นครู) บอกไปหมดทุกเรื่อง เราควรจะมองว่า คำอธิบายจากศิลปิน หรืออะไรก็ตามแต่ที่มาจากฝ่ายผู้สร้างงานนั้นเป็น “ข้อมูล” หรือ “วัตถุดิบ” ที่ต้องเอามันมาจัดการต่อให้เป็นความหมายของเราเองต่างหาก นี่เป็นขั้นตอนสำคัญทีเดียวที่จะทำให้เราอินกับผลงาน เพราะ quality สำคัญของความรู้สึกอิน คือการรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของงานชิ้นนั้น และในทางกลับกันก็คือ รู้สึกว่างานชิ้นนั้นเป็นของตัวเอง และการทำให้ผลงานเป็นของตัวเอง (แบบที่ไม่ต้องเสียเงินซื้องานชิ้นนั้นกลับไปติดบ้าน) ก็คือสร้างความหมาย หรือ คำอธิบายในแบบฉบับของตัวเองให้กับงานชิ้นนั่นเอง

5. ต่อรองความหมาย

คำถามที่ตามมาก็คือ เรามีสิทธิ์ หรือเรามีความชอบธรรมอะไรที่จะไปเปลี่ยนแปลงความหมายเดิมจากศิลปิน  อันที่จริงสำหรับประเด็นนี้ถือเป็นคำถามเก่าแก่ และถกเถียงกันมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 แล้ว คำตอบก็คือ “ใช่แล้ว คุณมีสิทธิ์ที่จะล้วงแคะแกะเกา บิดดัด ตัดต่อพันธุกรรมงานศิลปะได้”

สำหรับประเด็นนี้ มีนักสัญศาสตร์ชาวฝรั่งเศสอย่าง โรล็องด์ บาร์ตส์ เคยกล่าวเอาไว้ในบทความที่ชื่อ “มรณกรรมของผู้แต่ง” ที่ตีพิมพ์ออกมาเพื่อต้านกระแสการประเมินผลงานศิลปะแบบปฏิฐานนิยม (positivism) ซึ่งเป็นวิธีตีความผลงานที่มุ่งแต่จะขุดค้นชีวะประวัติของศิลปินราวกับว่ามันจะสามารถอธิบายทุกๆ อย่างที่ปรากฏบนชิ้นงานได้ ในบทความนี้ บาร์ตส์ เสนอว่ามันมีช่องว่างระหว่าง “ผู้แต่ง” และ “ผลงาน” อยู่เสมอ นั่นคือ “ภาษา” ซึ่งเป็นเอกเทศและสามารถสื่อความได้ด้วยตัวมันเอง

มาถึงตรงนี้หลายๆ คนคงสงสัยว่า แล้วที่ว่า “เป็นเอกเทศ และสามารถสื่อความได้ด้วยตัวมันเอง” นั้นหมายความว่ายังไง พูดให้ง่ายๆ ก็คือ ในความเป็นจริงแล้ว ภาษาหรือ text ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้แต่งในการสื่อสารกับคนอ่าน (จะต้องพึ่งพาก็แค่ตอนที่มันถูกเขียนออกมา) เวลาเราอ่านหนังสือเราก็ไม่จำเป็นต้องให้ผู้แต่งมาอ่านให้ฟังใช่ไหมล่ะ? ดังนั้น ในระหว่างที่เรากำลังอ่าน ตัวละครหลักจึงมีอยู่แค่สองตัว คือ เรา และ text เท่านั้น และที่สำคัญไปมากกว่านั้นก็คือ เราตีความ text ตรงหน้าด้วยประสบการณ์ของเราเองล้วนๆ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมบาร์ตส์ จึงตั้งชื่อบทความว่า “มรณกรรมของผู้แต่ง” เพราะผู้แต่งได้ตายไปจาก text นั้นแล้ว ตรงนั้นขณะที่เราเริ่มอ่าน text

(เหตุผลนี้สามารถอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงไม่เคยพอใจกับภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือเท่าไรนัก มันเป็นเพราะว่า ความหมาย / ภาพที่ชัดขึ้นมาในหัวเราจากการอ่าน นั้นเป็นภาพที่เราสร้างขึ้นมาตามใจชอบ และเผอิญว่าผู้กำกับมีภาพในหัวที่แตกต่างไปจากเรา)

กลับมาในบริบทของศิลปะ ขณะรับชมงานที่มีแค่เรากับศิลปะ (โรแมนติคมาก) การอ่านภาพ ซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ text จึงไม่ต่างกับการอ่านหนังสือสักเล่มที่เราสื่อสารกับผลงานชิ้นนั้นโดยตรง และมีสิทธิ์เต็มร้อยที่จะให้คำอธิบาย / ความหมายกับงานชิ้นนั้นตามแบบฉบับของตัวเราเอง

6. ทำการบ้าน

ถ้าเราไม่รู้จักศิลปินคนนั้นเลย เราสามารถจะตีความผลงานเองได้ไหม? ถ้ายึดเอาตามทฤษฎีข้างบนก็ต้องถือว่าใช่ อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่าเราจะมีอิสระในระดับที่ไม่ต้องสนใจศิลปินเลยซะทีเดียว การตีความผลงานศิลปะคล้ายๆ กับการบาลานซ์ระหว่างการใช้จินตนาการและเหตุผล เหมือนกับการเดินบนขอบกำแพงที่เราต้องเดินอย่างระมัดระวังไม่ให้ตกขอบลงไปในฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

คำอธิบายที่สร้างขึ้นมาต้องสามารถโน้มน้าวคนอื่นให้เชื่อตามเรา มีเหตุผลรองรับ และที่สำคัญที่สุดคือต้องตั้งอยู่บนข้อมูลพื้นฐานที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องรู้ให้ได้ว่าผลงานสร้างขึ้นบนบริบทใด เคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ศิลปะเป็นผลผลิตของวัฒนธรรม” ไหม ถ้าเราตีความจิตรกรรมจากคริสต์ศตวรรษที่ 19 ด้วยมุมมองแบบโลกปัจจุบันก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะโดนด่าว่าเพ้อเจ้อได้ง่ายๆ ดังนั้น ขั้นตอนการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก็เป็นอะไรที่จำเป็นและสำคัญเช่นกัน