เพิ่งจบลงไปสำหรับ Art Ground 02 ที่จัดขึ้นที่ The Jam Factory ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับยอดผู้เข้างานตลอดสามวันที่ทำลายสถิติเดิมของ Art Ground ครั้งแรก และสถิติของอีเวนต์อื่นๆ ที่เคยจัดงานที่ The Jam Factory

สำหรับใครที่เคยได้ยินชื่อ Art Ground อยู่บ้าง และรู้แค่ว่าเป็นตลาดนัดศิลปะแต่ยังไม่เคยมาสักที เราขอเกริ่นให้ฟังคร่าวๆ ไว้ตรงนี้ว่า Art Ground คือเทศกาลศิลปะที่นำศิลปะหลายๆ แขนงมารวมไว้ในที่เดียว โดยในงานจะแบ่งโซนออกเป็นทั้งหมด 6 โซนคือ ‘Art Now’ ศิลปินที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน ‘Art Found’ ศิลปินหน้าใหม่ ‘Art How’ กิจกรรมเวิร์กช็อป ‘Art Sound’ มินิคอนเสิร์ต ‘Book Town’ บูธขายหนังสือราคาพิเศษ และโซนสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้เลยอย่าง ‘Food Town’ เหล่าบรรดาร้านอาหารจาก The Knack Market ที่ขนอาหารและเครื่องดื่มมาจำหน่ายในงานให้เราได้เลือกกินเลือกดื่ม ไม่ต้องทนหิวหรือเดินออกไปซื้อไกลๆ กัน

Art Ground 02 ที่ผ่านมานั้นยังมีอีกโซนที่เพิ่มเข้ามาคือ ‘Art Wow’ ซึ่งเป็นการดึงเอาศิลปะอีกประเภทอย่าง อนิเมชั่น เข้ามาไว้ในงาน (จัดฉายบริเวณริ่มแม่น้ำ) และทำให้ใน Art Ground 02 ครั้งนี้มีโซนรวมกันถึง 7 โซน ส่วนคำถามว่าไฮไลท์ของงานคือโซนไหนกันแน่ ก็ถือว่าตอบได้ยากทีเดียว เพราะถึงแม้รายชื่อของศิลปินที่มาร่วมงานในโซน Art Now จะประกอบไปด้วย โลเล-ทวีศักดิ์ ศรีทองดี นักรบ มูลมานัส ตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร ก็ตาม แต่ศิลปิหน้าใหม่ในโซน Art Found หรือ Art Sound ที่มี line up ศิลปินอย่าง Solitude is Bliss, Inspirative หรืออย่าง Stoondio ก็เป็นอะไรที่เรียกคนมาร่วมงานได้จำนวนไม่น้อย

เราคงได้เห็นภาพบรรยากาศงานโดยรวมกันคร่าวๆ กันแล้วในตอนนี้ ในวันเดียวกันนั้นเอง Kooper ก็มีโอกาสได้สัมภาษณ์ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์ ผู้จัดงาน ในประเด็นที่มากไปกว่า “มีอะไรใหม่ในงานครั้งนี้” แต่เขยิบไปถึงประเด็นที่ว่า ว่าถ้าไม่มองว่า Art Ground เป็นตลาดนัดศิลปะ Art Ground จะเป็นอะไรได้บ้าง

งานครั้งนี้แตกต่างจากงานครั้งก่อนอย่าไร

Art Ground ครั้งแรกกับครั้งที่สองไม่ได้แตกต่างกันในแง่ของจุดประสงค์และรูปแบบ จะมีโซนเดียวที่เพิ่มเข้ามาคือ Art Wow ที่เราทำงานร่วมกับ TAF (Thailand animator festival) เราเป็นพาร์ทเนอร์กัน และนำผลงานตั้งแต่ปี 2012 -2014 มาจัดฉายในสามวัน เรารู้สึกว่าอนิเมชั่นในไทยน่าสนใจมาก แต่ยังไม่มีพื้นที่สำหรับกิจกรรมประเภทนี้มากนัก

ทางผู้จัดมีเกณฑ์อะไรบ้าง ในการคัดเลือกศิลปินมาร่วมจัดแสดงงาน

เราเป็นฝ่ายเชิญศิลปิน โดยจะพิจารณาเป็นรายบุคคลว่าศิลปินคนไหนกำลังพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง เรามองหาผลงานที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ความต่อเนื่องในการสร้างผลงาน และความขยันในการทำผลงาน ถ้าเรามองเห็นสิ่งนี้ในตัวศิลปินคนไหนเราก็จะเชิญเข้ามาร่วมงาน แต่ก็มีบางคนที่ปฏิเสธเราเพราะทำงานไม่ทัน ในขณะที่บางคนก็ส่งมาหาเรา แต่เรายังไม่เห็น background ของเขา ยังมองไม่ออกว่างานจะพัฒนาไปในทางไหน เราก็อาจจะยังไม่ได้ตอบรับ

สำหรับศิลปินในส่วน Art Now เป็นศิลปินที่มาจากโปสเตอร์ของ The Jam Factory Magazine เป็นกลุ่มศิลปินที่เคยลงผลงานในโปสเตอร์ของเราจึงเชิญมาร่วมงานในงานนี้ ครั้งนี้มีทั้งหมด 14 คน จริงๆ แล้ว Art Ground มันคือส่วนที่ต่อขยายมาจาก The Jam Factory Magazine วิธีการเลือกศิลปินมาลงผลงานในแมกกาซีน ก็คือวิธีเดียวกันกับที่เราเชิญศิลปินมาร่วมงานกับเราใน Art Ground

ถ้าเรามอง Art Ground ให้เป็นมากกว่าตลาดนัดศิลปะ ในการจัดงานที่ต่อเนื่องมาถึงครั้งที่สองนี้ ผู้จัดได้เห็น movement หรือความเปลี่ยนแปลงทางศิลปะ หรืออะไรใหม่ๆ ที่แตกต่างจากงานครั้งก่อนหรือไม่?

เราคิดว่าเราเห็นในหลายๆ แง่นะ ในแง่ของศิลปิน ตอนจัดงานครั้งแรก เขาดูงงๆ ว่า เราจะจัดงานอะไร? หน้าตาของมันเป็นยังไง? และมีจุดประสงค์อะไรกันแน่? แต่พองานครั้งแรกจัดออกไป ศิลปินก็ติดต่อเราเข้ามาเยอะมากเมื่อเราประกาศว่าจะจัดงานครั้งที่สอง พวกเขาสนใจงานนี้มากเมื่อเห็นว่างานนี้จะสามารถต่อยอดเป็นอะไรไปได้บ้าง ในอีกแง่หนึ่งคือ ศิลปินทุกๆ คนเต็มที่กับงานมาก เตรียมเวิร์กช็อป และผลงานสำหรับงาน Art Ground ครั้งนี้โดยเฉพาะ อันนี้เรารู้สึกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดในแต่ละโซน

แต่ในภาพรวม เรายังไม่สามารถเคลมตัวเองได้ว่างานของเราทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลง หรือ movement ทางศิลปะอะไรได้จริงๆ ถึงแม้ว่า สมมติว่าสังคมมันเปลี่ยนไปจริงๆ มันพัฒนาขึ้น มันมองเห็นอะไรชัดขึ้นมาจริงๆ เราคิดว่าเราเองก็ไม่สามารถเคลมว่าตัวเราทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น เพราะหลายๆ ที่ หลายๆ กลุ่มก็กำลังทำสิ่งเดียวกันนี้อยู่ คือพยายามขับเคลื่อนศิลปะให้ไปข้างหน้า และเข้าถึงทุกคนมากขึ้น เราคิดว่าทุกคนกำลังทำในส่วนที่ตัวเองทำได้ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือผลลัพธ์ร่วมกัน ไม่ใช่ของเราคนเดียว

นี่อาจจะเป็นคำถามที่ฟังแล้วอาจจะโกรธนิดหน่อย ทางผู้จัดคิดยังไง ถ้ามีคนพูดว่างาน Art Ground มันค่อนข้างจะแมส

ไม่โกรธเลย แมสก็ดี เราว่ามันขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนนะ สำหรับคนที่มองว่ามันแมส เราแฮปปี้ และเราก็อยากจะให้มันแมสด้วยซ้ำ เพราะที่เห็นๆ กัน งานมันก็แมสอยู่นะ งานมันไม่แมสตรงไหนล่ะ ในมุมของเรา เราคิดว่าการมองว่ามันแมส อินดี้ หรือมันแนว อะไรก็ตามแต่ เป็นเรื่องของการแปะป้ายให้มันมากกว่า เราโอเคที่ใครจะ tag ป้ายไหนให้กับเรา แต่ถ้า Art Ground มันได้เข้าไปอยู่ในบทสนทนาของพวกคุณ เท่านี้เราก็แฮปปี้แล้ว เราถือว่า ณ ตอนนั้นมันเกิดการถามแล้วว่าคุณจะมาเดินงานหรือเปล่า ตอนนั้นเราถือว่า Art Ground มันไปถึงผู้คนเรียบร้อยแล้ว

คิดว่าเป็นข้อดีใช่ไหม

ใช่สิ เราไม่ได้อยากจัดงานเพื่อดูกันเอง เราอยากให้คนมาร่วมกับเราได้มากที่สุด

อยากให้คนที่มางาน Art Ground ทำอะไรในงานมากที่สุด

อยากแรกเลยคือ ต้องมางานก่อน (หัวเราะ) ไม่ว่าจะมาเพื่อฟังดนตรี เจอศิลปินที่ชื่นชอบ อยากจะมาซื้อหนังสือหรือร่วมเวิร์กช็อป อยากจะมาดูอนิเมชั่น จุดประสงค์แรกที่นำคุณมาที่นี่ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม เราอยากบอกคุณว่าเรายินดีต้อนรับทุกคน หลังจากนั้นสิ่งที่อยากให้ทำคือ คุยกับทุกคนแบบเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นศิลปินหรือคนที่มางานเหมือนกัน นี่คือสิ่งที่น่าทำที่สุด เพราะไม่ใช่ว่าเราจะได้ความรู้จากการคุยกับศิลปินอย่างเดียว แต่กับคนที่มาเดินงานเช่นกัน เราเชื่อว่าทุกคนมีความน่าสนใจ หลายคนทำงานอยู่ที่บ้าน เขียนอยู่ที่บ้าน เป็นช่างภาพถ่ายรูปทำบล็อคเป็นของตัวเอง ทุกคนที่มาเดินมีผลงานของตัวเองอยู่ หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้ทำงานศิลปะก็ตาม เราก็เชื่อว่าเขาก็มีความคิดที่เป็นออริจินอลเป็นของตัวเอง ถ้าได้คุยกันเราอาจจะได้อะไรบางอย่างกลับไปก็ได้ อยู่ที่ว่าจะได้คุยกับใคร และเปิดใจคุยกับใครบ้าง

ถ้าจะเรียกงาน Art Ground ให้เป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากการเป็นตลาดนัดศิลปะ เราควรจะนิยามมันว่าอะไร

มันเป็น community ที่เราใช้คำว่าตลาดนัดงานศิลปะเพราะว่าเราอยากให้มันดูง่ายที่สุด เราไม่อยากให้รู้สึกว่าต้องแต่งตัวคูล แต่งตัวเท่มา คุณใส่แตะมาก็มาคุยกับทุกคนได้เหมือนกัน

ถึงแม้ Art Ground 02 จะไม่เคลมตัวเองว่าเป็นปรากฏการณ์ทางศิลปะใดๆ ขณะนี้ แต่เมื่อมีครั้งที่สอง (และคงมีครั้งที่สามอย่างแน่นอนในปีหน้า) ก็คงต้องดูต่อไปยาวๆ ว่า รูปแบบการจัดงานจะเติบโตและพัฒนาไปในด้านไหน จะมีการกำหนดธีมงานหรือไม่ และในอีกหลายๆ ปีข้างหน้า คนจะจดจำ Art Ground ในแบบไหน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าจะสัมภาษณ์ทางผู้จัด Kooper ได้แวะไปมีบทสนทนากับหนึ่งในศิลปินโซน Art Now เต้-ธวัชชัย พัฒนาภรณ์ จาก Patani Studio สั้นๆ เกี่ยวกับตัวศิลปินเอง และความรู้สึกที่ได้มาร่วมแสดงงานในครั้งนี้ด้วย

ช่วยเล่าถึงที่มาของการมาร่วมงานใน Art Ground 02 หน่อย 

เขาชวนมาครับ คือปีก่อนเรามาเดินงานแล้วได้คุยกับทางผู้จัด พอถึงงานปีนี้เขาก็เลยติดต่อให้เรามาแจม

งานที่เอามาโชว์คืองานอะไร

งานถ่ายภาพชุดใหม่ซึ่งเป็นภาพขาวดำที่เราแอบขึ้นไปถ่ายบนเขาพระวิหารหลายปีมาแล้วแต่ยังไม่เคยปริ้นท์ออกมา แล้วก็มีคอนเทนต์ใหม่ๆ บ้าง กระจัดกระจายไป หลักๆ เราต้องการโชว์คุณภาพการปริ้นท์มากกว่า งานที่เขาพระวิหารนี่ก็เป็นภาพเชิงสารคดี

งานชุดบนผนังจากเขาพระวิหาร โดย Patani Studio

ตอนถ่ายเป็นอย่างไรบ้าง

มันต้องแอบขึ้นไป คนไทยเขาไม่ให้ขึ้น ก็เลยบอกว่าตัวเองเป็นญี่ปุ่น เราขึ้นไปตอนเช้า มันสวยมาก ยังมีหมอกอยู่เลยตอนนั้น

กลับมาเรื่องงาน Art Ground 02 หน่อย รู้สึกอย่างไรที่ได้มางานนี้

ก็เขินๆ นิดหน่อย งานดูวัยรุ่นมากๆ แล้วบูธข้างๆ เราก็เป็น TUNA Dunn ซะด้วย คนก็เต็มบูธเลย เราก็ถือว่ามาโชว์งานแบบเก่าๆ บ้าง เผอิญว่าเราเพิ่งเจอหนังสือ ‘ที่เกิดเหตุ’ (บันทึก 1 ปี ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) อีกล็อตหนึ่ง เราก็เลยนำมาวางขายในงาน และจริงๆ หนังสือเล่มนี้ก็เป็นที่มาของชื่อสตูดิโอด้วยครับ (Patani Studio)

สำหรับผู้ที่พลาดงาน Art Ground ครั้งที่ 2 นี้ แล้วอยากสัมผัสบรรยากาศในแบบชุมชนของคนรักศิลปะและงานสร้างสรรค์ สามารถติดตามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่เพจ thejamfactorymagazine