ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์งานออกแบบฝีมือคนไทยกำลังพัฒนาไปไกลในระดับนานาชาติ เรียกว่าผลงานบางชิ้นถ้าไม่บอกเราอาจไม่รู้เลยว่านี่คืองานเมดอินไทยแลนด์ บางครั้งเราอาจลืมไปว่าในบ้านเรานั้นมีช่างฝีมือที่ยอดเยี่ยม มี material ที่ได้คุณภาพ และมีศักยภาพไม่แพ้ต่างชาติ เผลอๆ อาจเหนือกว่าด้วยซ้ำ แต่เราอาจให้ความสำคัญกับเรื่องของงานศิลปะและงานฝีมือน้อยเกินกว่าที่ควรจะเป็น หากเราหันกลับมาศึกษามัน และต่อยอดมันไปอย่างถูกทิศทางจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เซรามิกเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ช่างฝีมือและโรงงานในบ้านเรามีศักยภาพไม่แพ้ใคร Kooper มีโอกาสได้ไปเยี่ยมช็อปของ Cone No.9 แบรนด์เซรามิกฝีมือคนไทยที่มองเผินๆ อาจคิดไปว่านี่เป็นสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นหรือเปล่า และด้วยความที่สินค้ามีเอกลักษณ์ สีสันน่าใช้งานแบบนี้ เราจึงต้องขอพูดคุยกับดีไซน์เนอร์และเจ้าของแบรนด์อย่าง ‘มิ้นท์ – วรามล ชุนชาติประเสริฐ’ สาวสวยที่หลายคนคุ้นหน้าเธอในฐานะนักดนตรีสาวผู้สีไวโอลิน ที่อีกในมุมหนึ่งเธอเป็นผู้ที่คลุกคลีอยู่กับวงการคาเฟ่มาพอสมควร และเธอยังเป็นหุ้นส่วนของ Blue Dye Cafe ในย่านทองหล่ออีกด้วย ซึ่งที่นี่เองก็เป็นโชว์รูมสินค้าของ Cone No.9 และอีกหลายแบรนด์ที่มีความน่าสนใจ เรามารู้จักเธอ และ Cone No.9 ให้มากขึ้นกันดีกว่า แล้วคุณจะอยากตื่นให้เช้าขึ้นกว่าเดิมมานั่งจิบกาแฟในแก้วเซรามิกสวยๆ แบบนี้

ที่มาที่ไป จุดเริ่มต้นของ Cone No.9

เริ่มต้นจากที่บ้านเราทำโรงงานเซรามิกอยู่แล้ว ที่ลำปาง ทำมาสิบกว่าปีเราก็เห็น process มันมาตลอด การทำงานหรือว่าเทคนิคในการทำต่างๆ เราก็ไม่ได้มาทำเซรามิกเลยนะ เราก็เริ่มจากการที่เราทำร้านกาแฟ เราก็เห็นว่าในร้านกาแฟมันก็มีหลายๆ อย่างที่มันต่อยอดไปได้ ตอนแรกก็เริ่มทำจากอะไร เล็กๆ อย่างแก้วกาแฟที่เป็นเทคนิคของโรงงานเรา คือ concept ของ Cone No.9 เราไม่ได้อยากให้มันมองเป็นแค่แก้วใบหนึ่ง แก้วที่เราต้องคิดว่าเขาควรจะกินเมนูอะไรในแก้วใบนั้น ขนาดที่เหมาะสมในการใช้งานจริง แต่ว่ามีเทคนิคในการเคลือบที่เป็นฝีมือของคนไทยอะไรแบบนี้ อันนี้เป็น concept แรกที่เราคิดไว้ก็เริ่มมาจากแก้วขนาด 5 ออนซ์ 6 ออนซ์ 7 ออนซ์ กรวยดริฟกาแฟแล้วก็กาน้ำชา แล้วที่ชื่อ Cone No.9 มันคืออุณหภูมิในการเผา เหมือนคำว่า temperature แต่ว่าในการทำเซรามิกเค้าจะเรียกว่า Cone เบอร์ 1 เบอร์ 2 เบอร์ 3 ซึ่งแต่ก่อนโรงงานเราเผาที่เบอร์ 9 เป็นอุณหภูมิที่ใช้ในการเผาเป็นเทคนิคของโรงงานเรา แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้ทำแล้วเพราะมันใช้ไฟสูง เราก็เลยเอา Cone No.9 มาเป็นชื่อของแบรนด์ แต่แบรนด์เราไม่ได้เผาในอุณหภูมินั้นแล้ว เป็นเหมือน Signature ของแบรนด์ เลข 9 อะไรแบบนี้มันเหมาะกับชื่อแบรนด์

เป็นการทดลองทำเพื่อใช้เองก่อนใช่ไหม

ใช่ คอลเลคชั่นแรกอะ คือแค่อยากลอง เราอยากให้มันมีความเป็นมาตรฐานอยู่ในงานฝีมือคนไทยคือ เราก็เริ่มมาจากทรงที่เป็น standard size ในการทำกาแฟมาตรฐาน เป็น Cappuccino เป็นเซตกรวยดิฟกาแฟ เป็น Tea pot อะไรแบบนี้ค่ะ แล้วก็เริ่มจากสีที่เป็นสีคลาสสิกที่โรงงานเราทำมาเป็นสิบกว่าปีแล้ว ก็จะเป็นเทคนิคต่างๆ อย่างสีนี้ก็จะเป็นสีขี้เถ้าไม้มะขาม อย่างง่ายๆ เลยถ้าย้อมคราม หรือย้อมผ้าเราใช้ใบไม้ของต้นไม้เพื่อให้เกิดสีแต่ว่าเซรามิคเราใช้ขี้เถ้าของต้นไม้นั้นๆ มาทำให้เกิดเทคนิคเกิดสีต่างๆ ขึ้น มันจะคล้ายๆ กันแต่ว่าใช้ Process คนละอย่างก็จะมีสีนี้ สีเขียว สีแดงที่เราเริ่มคอลเลคชั่นแรกออกมา

เป็นการต่อยอดเพื่อตอบโจทย์การทำเครื่องดื่มที่หลากหลาย

เราชอบการทำเครื่องดื่มอยู่แล้ว แล้วเราก็อยู่หลังบาร์เราทำงานคาเฟ่มาก่อน เราก็รู้สึกว่าเราอยากให้คนสนุกในการทำเครื่องดื่ม เราไม่จำเป็นจะต้องมากินที่ร้านก็ได้แต่ว่าเหมือนมีแก้วใบหนึ่งที่จะเป็นแรงบันดาลใจในการทำเครื่องดื่มอะไรแบบนี้ ความที่เราดีไซน์แก้วแล้วคิดที่จะทำแก้วนี้ขึ้นมาเราก็คิดเสมอว่าเขาควรที่จะไปดื่มอะไรแล้วเหมาะ แก้วมีหู ทรงบางทรงอาจจะมีกับการดื่ม Hot Americano ทรงนี้ดื่มลาเต้แล้วอร่อยแน่นอน หรือว่าทรงนี้ทานกับคอกเทลก็ได้หรือว่าเอาไปมิกซ์เป็นดริ๊งอื่นๆ ก็ได้ มันเหมือนการต่อยอดค่ะ เพราะว่าคอลเลคชันแรกมันคือ Coffee and Tea พอทำมาปีหนึ่งก็ต่อยอดไปต่างๆ นาๆ ก็จะมาเริ่มที่ค็อกเทลหรือม็อกเทลต่อ คอลเลคชันนั้นมีชื่อว่า Make it like a Home Bar ซื้อคอลเลคชันนี้ไปเราก็จะให้ไปเป็น Box Set เลยให้ไปตั้งที่บ้าน อยากจะไป Mix Drink หรือทำอะไรก็แล้วแต่ให้เป็นเซ็ตไป

Target ที่มองไว้ตอนเริ่มสร้างแบรนด์ Cone No. 9 ขึ้นมา

ตอนแรกเลย เราแค่มองว่าอยากให้ใช้ในร้านกาแฟ Point แรกเราก็อยากให้คนที่ทำคาเฟ่มองเห็นถึงงานของคนไทยที่แบบได้มาตรฐานอย่างเราทำคาเฟ่มาหลายๆ คนต้องทำร้านกาแฟที่นำเข้าต่างประเทศเข้ามาเพื่อใช้งานในฟังก์ชั่นที่เหมาะสม ความหนา ทรงที่เทเหมาะ มันจะมี detail ของมันซึ่งมันก็ค่อนข้างแพง จริงๆ เราคิดว่างานบ้านเรา เมืองไทยมันสามารถทำได้ โอเค ด้วยเนื้อดินหรืออะไรหลายๆอ อย่าง งานมันอาจจะไม่ได้ถึงเท่ากับเขา แต่เราก็ทำได้ในมาตรฐานของเรา อย่างเรื่องไซส์เราก็ทำได้ อย่าง 8 ออนซ์ ก็ควรใช้กับลาเต้ หรือว่า 6 ออนซ์ คาปูชิโน่ เหมือนว่าเราก็ย่อยตรงนั้นมาให้เขาแล้วให้เขาได้ลองใช้ดูนั่นก็คือทาเก็ตแรก ก็คือคาเฟ่ แต่ทำไปทำมา โอเค คาเฟ่เราก็ได้ลูกค้าตรงนั้นแล้วแหละ ก็จะมีคาเฟ่ไทยมาสั่งบ้าง หรือว่าต่างประเทศก็มี ที่เขาชอบการกินดื่ม บางคนเขาก็อยากได้ซื้อกรวยดิพอย่างนี้ไปที่บ้าน หรือว่าแบบกาชา คนเหล่านั้นก็เป็นเหมือนคนที่แบบชอบการกินดื่ม ชอบไปนั่นไปนี่ ชอบไลฟ์สไตล์แบบนี้ ก็จะได้คนกลุ่มนี้ กลุ่มที่สอง พอเราไปทำร้านที่ River City ก็จะได้กลุ่มชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยว มันก็มองได้สองอย่าง มันเป็นฝีมือคนไทย Made in Thailand เขาก็ซื้อกลับไปเป็นของฝาก

แล้วคาเฟ่ต่างๆ เขาได้ใช้แก้วของ Cone No.9 บ้างหรือเปล่า 

มีค่ะ ก็ใช้แต่เราไม่มายด์ว่าต้องเป็นแบรนด์เรามิ้นท์เอาแบรนด์มิ้นท์ออก ก็ให้เขาใส่โลโก้เขา Custom สีได้ custom โลโก้ทุกอย่างของเขา แต่ Pattern คือของเรา

เพราะที่บ้านทำโรงงานเซรามิกมันนับเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เราอยากทำเซรามิกด้วยไหม 

เหมือนเราเห็นมันมาตลอด โอเค มิ้นท์ก็ชอบ เวลาเราไปไหนเราเห็นมัน ซื้อเซรามิกกลับมาชอบมากอะไรแบบนี้แล้วที่บ้านคือเป็นของคุณป้าเขาก็จะสะสมงานเซรามิก คือเราก็เห็นมันมาตลอด ถ้าหมายถึงแรงบันดาลใจเราว่ามันเป็นเรื่องใกล้ๆ กันคือเราเห็นมันมาตลอด เราชอบเห็นชอบของในคาเฟ่นู่นนี่นั่นอยู่แล้ว พอเรายืนบาร์มา มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่คนไทยทำได้เราทำได้ เราก็เริ่มมาจากแก้ว แบบแก้วทรงนี้บ้านเราก็ทำเซรามิก ทำไมเราไม่ลองทำเป็นมาตรฐานขึ้นมาจริงๆ และใช้งานในคาเฟ่ได้จริงๆ คือเริ่มมาจากไอเดียแบบนั้นเราก็มี sourcing ที่โรงงานของเราอยู่แล้ว โอเคมันอาจจะไม่ได้ง่ายขนาดนั้น เขาทำมาสิบกว่าปี กับแพทเทิร์นที่เขาทำโอ่ง ทำแจกันแล้วอยู่ดีๆ เราจะไปบรีฟเอาแก้วทรงนี้ ขนาดนี้ มันก็จะยากตรงที่เหมือนเราไปเริ่มต้นใหม่แต่ดีตรงที่เราไม่ต้องไปสั่งขั้นต่ำ หนึ่งแสนบาท คือถ้าเป็นโรงงานในลำปางหรือทั่วๆ ไป มันจะมีขั้นต่ำอยู่แล้ว เราก็ได้เปรียบตรงนั้น คือเราไม่ต้องสต๊อก ของเยอะแต่มันจะยากตรงที่ต้องบรีฟให้เขาเข้าใจตรงกับเรา

ต้องไปเปลี่ยนความคิดช่างไหม คุยกันถึงขั้นไหนเขาถึงโอเค เริ่มมีความเชื่อแล้วว่าแก้วแบบนี้ถึงจะสวย

ก็ต้องขึ้นไป ขึ้นไปบรีฟ ไปคุยกับเขาบ่อยๆ เขาเป็นผู้ใหญ่ที่ทำสิ่งนี้มาเป็นสิบกว่าปีแล้วอยู่ดีๆ จะให้เขาไปเปลี่ยนมันก็ยาก เราก็ต้องไปคุยกับเขา ค่อยๆ ปรับ เขียนแบบไป ก็ต้องไปช่วยเขาดู อย่างอันนี้ทุกใบ แรกๆ หนาบางไม่เท่ากัน คือจริงๆ ของมิ้นเกรดดีมากอันไหนหนาบางไม่เท่ากัน ก็คัดออก สีเพี้ยนก็ตัดออก ตอนแรกก็ cost เยอะมาก เพราะเราอยากให้มันได้มาตรฐานจริงๆ แต่พอเขาเริ่มชิน เขาก็เริ่มเก็ตแล้วว่าอันนี้เราเอาหรือไม่เอา เขาก็เริ่มได้ตามมาตรฐานที่เราต้องการ

ถึงแม้เราจะเขียนแบบไปให้ แต่ช่างเขาก็ไม่ได้ทำตามแบบเราขาดนั้น เราต้องขึ้นไปเอาแบบไปให้ดูแล้วคุย อย่างทรงนี้ มันจะมีบางใบที่บางไปหนาไป เราก็ขึ้นไปบอกว่าเราขอความหนาที่อยู่ประมาณนี้ คือต่อให้เราบอกว่าจะเขียนไปว่าเราขอแบบไหน 1 มิล 2 มิล มันไม่มีทางได้แบบนั้นเราต้องขึ้นไปคุมว่าตอนขึ้นงานก่อนจะเผาอันนี้ได้อันนี้ไม่ได้ บางไป อันนี้หนาไป แต่ช่วงหลังๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นบ่อยขนาดนั้นเขาก็รันไปได้ นอกจากจะขึ้นแบบใหม่ที่ต้องใหม่จริงๆ อะ  เราก็ต้องขึ้นไปบรีฟ

สีของเซรามิกเราก็ต้องบรีฟช่างเองด้วยถูกไหม 

ใช่ แต่สีเนี่ยยังไม่เท่าไร พยายามไม่เปลี่ยนไรมาก เพราะแต่ละโรงงานมันจะมีเทคนิคในการเคลือบของเขาเอง มันจะมีคาแรคเตอร์บางทีมันจะมีแบบลูกค้าอยากได้แบบนี้ ทุกคนมีความเป็นอาร์ทติสในตัวเอง คือเราไม่สามารถที่จะไปทำเคลือบแบบเขาได้ เทคนิคต่างกัน ตู้ เตาเผาต่างกัน มันก็ไม่เหมือนกันแล้ว ซึ่งของเรามีเทคนิคนี้ มันจะมีศัพท์เทคนิคที่เรียกว่า ใช้สีออกไซด์ในการเคลือบ พวกขี้เถ้าของต้นไม้ต่างๆ ทดลองในการทำสีเคลือบ อย่างอันนี้ก็ที่บอกก็เป็นสีไม้มะขาม อันนี้เป็นไม้สัก อันนี้เป็นขี้เถ้ากระถิน  เราก็พยายามใช้สิ่งที่มันเป็นวัตถุดิบที่มันมีอยู่ในพื้นที่อะค่ะ โรงงานเราจะอยู่นอกตัวเมืองก็จะเป็นแบบมีอะไรที่หลากหลายมาให้ลองเล่น แล้วก็ใช้ดินลูกรังในการขึ้นงานในบางตัว พอมันถูกทดลองไปเรื่อยๆ ดินลูกรังเนี่ยมันก็จะมีแร่ต่างๆ ที่ทำให้เกิดสี มีแร่เฟอลิคที่ทำให้สีมันออกมาเหมือนสนิม ดูเป็นเอฟเฟ็คแบบนี้ซึ่งมันจะมีอยู่ในดินลูกรังค่ะ

อย่างเวลาเราคิดโปรดักต์ แรงบันดาลใจในการคิดแต่ละชิ้นมันมาจากไหน 

ต้องบอกก่อนว่าเราไม่ได้เป็นดีไซน์เนอร์ที่เก่งอะไรมาก เรามีไอเดียทำเพื่อให้ชีวิตประจำวันมันง่าย ใช้งานได้จริง มันอาจจะไม่ได้เป็นงานดีไซน์ที่มัน sharp หรือ architecture อะไรขนาดนั้น มันดูเรียบๆ แต่ว่ามีรายละเอียดของมัน เราก็คิดจากอะไรง่ายๆ เลยค่ะ สมมติว่าวันนี้ธีมก็คือ Hot Americano ลูกค้าเขาควรจะดื่มแก้วในทรงแบบไหน คือจริงๆ มันมีทรงๆ หนึ่ง อย่างอันนี้ อย่าง Hot Americano การดื่มกาแฟดำมันจะร้อนกว่ากาแฟนมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันควรจะเป็นแก้วที่มันควรมีหู ซึ่งจะเป็นคอลเลคชั่น stacking mug ค่ะ คือมันจะซ้อนกันได้ ความชอบส่วนตัวเฉยๆ มันก็มาจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ก็คือวินเทจ พวกแก้วที่มันมีคาแรคเตอร์ของมัน เราอยากได้แก้วที่มันซ้อนๆ กันเพื่อให้เก็บในบาร์ได้ง่าย ใช้งานได้ แล้วก็มีหู ในการกินกาแฟอเมริกาโน่มันก็อยู่ประมาณนี้ค่ะ 8 ออนซ์ 10 ออนซ์ อันนี้คือจุดเริ่มต้นในการคิดแต่ละทรง บางทีถ้าเราก็ชอบจินตนาการว่าถ้าเขากินเมนูนั้นๆ เขาถือแก้วทรงนั้นมันจะต้องอร่อย บอกไม่ถูกอะมันจะรู้สึกได้เอง

Cocktail Collection ‘Make It Like a Bar’

อย่างทรงนี้จริงๆ เราออกแบบมาเป็น Cocktail Collection แต่ถ้าเขาไปกินชาเขียวอะ มันเป็นสิ่งที่เราคิดว่าถ้าเขาไปกินชาเขียวคงอร่อย ซึ่งลูกค้าหลายๆ คนบอกว่าเอาไปกินชาเขียว อันนี้อร่อย ซึ่งมันเหมือนสิ่งที่เราคิดอยู่ว่าเขาน่าจะกินอะไรแบบนี้ ถือแก้วทรงนี้กับเมนูอุ่นๆ ข้างในน่าจะดี มันอินกับเครื่องดื่ม แล้วบางทีเราไม่ได้พูดนะว่าจะต้องเอาไปทำอะไร หลายๆ คนเขาชอบมาถามเราว่าพี่จะกินชาแนะนำแก้วใบไหนดี เราก็โอเคกินชาแต่ว่าอันนี้มันอาจจะร้อนนะแต่พอดีมือ หรือบางคนกินกาแฟดริปมันก็จะร้อนในระดับหนึ่งอยู่ ก็ถามเขาว่ารับได้ไหมกับความร้อนในระดับนั้นบางคนเขาได้ ก็จะเลือกทรงนี้ไปกิน มันก็จะถือง่ายหน่อย

เหมือนคิดโปรดักต์จากวิธีการกินดื่มเป็นอันดับแรก

ใช่มันก็แตกไลน์ไป อย่างเราชอบทำอะไรเกี่ยวกับเครื่องดื่มอยู่แล้วมันก็แตกจากอันนั้นมา แต่สิ่งที่ต่อยอดไปโดยที่ไม่เป็นเครื่องดื่มคือเรื่องสี เราก็ต้องทดลองเรื่องสีใหม่ๆ ตลอด

สินค้าของ Cone No. 9 มีขายที่ไหนบ้าง

ตอนนี้โชว์รูมหลักๆ ก็คือที่นี่ (Blue Dye Cafe) ละก็ River City ตรงนั้นทาเก็ตก็จะเป็นชาวต่างชาติ แล้วก็มีฝากขายที่ Siam Discovery กับ Siam Center แต่ละที่โปรดักต์ก็จะไม่เหมือนกัน ออนไลน์ก็มีแต่เป็นราคาดอลล่าร์ก็จะได้ฐานลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะอีเมล์มา ส่วนมากคือลูกค้าเราเป็น Wholesale (ขายส่ง) หมดเลย คือ Retail (ขายปลีก) เราก็พออยู่ได้นะ แต่อยู่ได้จริงๆ ก็เพราะ Wholesale นี่แหละ ตอนนี้ก็มีลูกค้าต่างชาติ เช่น ออสเตรเลีย ฮ่องกง สิงคโปร์ แล้วก็มาเลเซีย คืออย่างออสเตรเลียจะสั่งแก้วทรงนี้ พื่อเอาไปหล่อเทียน เขาชอบมาก เขาทำเทียนทำของแต่งบ้านขายออนไลน์

แล้วลูกค้าชาวต่างชาติเขารู้จักแบรนด์เราได้อย่างไร

เราก็เคยสงสัยเหมือนกัน เพราะบางคนเขาก็อีเมล์มา มันก็มีแต่ลูกค้าที่อีเมล์มาเขาไม่ได้เห็นของเราจากการออกงานแฟร์อะ อย่างออสเตรเลียเขาเหมือนตั้งใจมาเสิร์ชหาเลยแล้วผ่านไปปีนึงเขาพึ่งจะมาออเดอร์แบบแล้วก็เป็นลูกค้าประจำกันมาเรื่อยๆ อย่างสิงคโปร์เราเคยไปออกงานแฟร์กับเขาครั้งหนึ่งก็คืองาน Coffee Fest ก็จะได้ลูกค้าที่เป็นพวกคาเฟ่มาสั่งบ้าง เขาคงเห็นผ่านออนไลน์ เห็นในอินสตาแกรม หรือเฟสบุ๊กส์แล้วก็อีเมล์มาถาม

แล้วอย่างงี้เวลาเราพูดถึงการใช้งานเราคำนวณยังไงว่า เท่านี้หนาพอ หรืออะไรแบบนี้ เขาจะไม่ร้อน

อันนี้มันเป็นเรื่องความชอบส่วนบุคคลเลยค่ะ บางคนชอบกินในแก้วบาง บางคนก็บอกว่าของเราหนาไป บางคนก็บอกว่าบางไป ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าเราควรจะตัดสินใจที่ประมาณไหน หลายๆ คนชอบบอกว่าให้เราทำบางๆ เลยเราก็มีข้อจำกัดที่เราทำไม่ได้ คือเราเป็นเนื้อดินคนละอย่างกับอื่นๆ ของเราบางสุดได้แค่นี้ มันก็จะมีข้อจำกัด เราก็โอเค เราไม่ได้ชอบกินกาแฟในแก้วที่มันบางมาก มันร้อนเกิน เราก็ชอบให้มันหนาประมาณนึง อันนี้ก็แล้วแต่คนชอบ เป็นเรื่องรสนิยม

การสร้างแบรนด์ในวงการออกแบบตอนนี้ค่อนข้างคึกคัก แล้วมิ้นท์มีมุมมองต่อวงการธุรกิจโปรดักต์อย่างไรบ้าง มันควรมีงานแฟร์เยอะขึ้นไหมหรือมันควรมีที่ให้คนเข้าไปคุยกับช่างฝีมือเยอะขึ้นรึเปล่า อยากได้อะไร หรืออยากเห็นอะไรในวงการออกแบบของบ้านเราอีก

จริงๆ เราว่าคนเก่งๆ ในวงการออกแบบก็มีเยอะนะคะ ต้องบอกว่ามันมีสองมุม มุมหนึ่งเราคิดว่าดีไซเนอร์เนี่ยเก่งแต่บ้านเรามันชอบปิดกั้นในเรื่องจำนวน โรงงานใหญ่ๆ มันเยอะมาก ช่างฝีมือเรามีเยอะ แต่เขาไม่ได้เปิดรับกับไอเดียใหม่ๆ มากนักซึ่งมันอาจจะเป็นปัญหา คนรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่ามาเจอกันมันต้องจูนกันยังไง หาจุดลงตัวมันต้องทำยังไง อันนั้นเป็นอย่างหนึ่งแล้วก็ในการออกแบบหลายๆ คนก็โอเค มันถูกคิดมาแล้วถูกย่อยมาแล้ว ในสมัยนี้มันง่ายต่อการที่จะเล้าอะไรออกมาแล้วก็ขาย เราคิดว่าบางอย่างมันไม่ได้ถูกย่อยออกมาถูกคิดออกมาว่าจะขายใคร ซึ่งมันก็คงทำให้ดูเยอะไปหมด เยอะเกินแต่ดีๆ จริงๆ มันก็มี ก็คิดว่าถ้าสำหรับเราก่อนที่จะเล้าจ์หรือทำอะไรมันต้องคิดไปไกลกว่านั้นหน่อย คือเศรษฐกิจบ้านเราเดี๋ยวนี้มันก็ไม่ได้ดี ทำยังไงให้มันยั่งยืนมันอยู่ได้นานไม่ใช่เลาจ์ออกมาปีหนึ่งแล้วก็จบแล้วก็หาย ทำอะไรให้มันดูแบบ เป็นมาตรฐาน ยั่งยืน Practical ใช้งานได้จริง เพราะคนไทยก็เก่งหลายๆ คนคนรุ่นใหม่เก่งๆ ก็มีเยอะมากเพียงแค่ต้องคิดเยอะๆ กว่านี้หน่อย

อนาคตของ Cone No.9 

อนาคตเราจริงๆ แล้ว ไม่ได้อยากเปิดสาขาเพิ่ม แต่เราจะทำตลาด Wholesale มากกว่า คือเราอยากทำให้มันคือปีนี้คงไปลงรายละเอียดเรื่องโปรดักต์มากกว่าเดิม คือปีที่ผ่านๆ มามันมีเปิดร้านมันยังไม่ค่อยลงตัว ปีนี้ก็จะมาดูที่ตัวโปรดักมากขึ้น ทำโปรดักต์ใหม่ๆ มากขึ้น เราอยากให้มันเป็น แบรนด์ที่ Global คือได้มาตรฐานจริงๆ เราอยากเห็นมันไปอยู่ในคาเฟ่อะ ซึ่งบางอย่างที่บางคนยังไม่สั่งก็คือว่าอาจจะยังไม่เห็น อาจจะยังไม่เชื่อมั่นในฝีมือคนไทย โปรดักต์เราอาจจะไม่ตอบโจทย์ด้วย คือเราก็ต้องพัฒนาในรายละเอียดตรงนั้นให้มากขึ้น ให้เขาใช้งานได้มากขึ้น ใช้งานได้จริงๆ ให้เขาเชื่อว่าฝีมือคนไทยนั้นมีคุณภาพไม่แพ้ใครค่ะ

Photo : Karn Tantiwitayapitak


FB : www.facebook.com/conenumber9/

สุขุมวิท 36 ซอยนภาศัพท์ 1  โทร. 09-1697-4223

www.conenumber9.com