ถ้าการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำหมายถึงการสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ความเป็นตัวตนของเราก็คือสิ่งสำคัญที่ทำให้เรามีความแตกต่างจากแบรนด์อื่น จึงไม่หน้าแปลกใจเลยว่าทุกวันนี้ เราเริ่มเห็นผู้ประกอบการนำอัตลักษณ์ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเพณี วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิต มาพลิกแนวคิดต่อยอดเป็นธุรกิจสร้างสรรค์ แทนการเดินตามรอยเท้าแบรนด์ยักษ์ใหญ่ เพราะเป้าหมายการทำธุรกิจไม่ใช่การครองส่วนแบ่งทางการตลาดที่มากที่สุดเสมอไป แต่การครองใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายเราต่างหาคือการสร้างแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จ วันนี้ทีมงานของนำตัวอย่างการสร้างธุรกิจที่ใช้แนวคิดพื้นถิ่นจากสิ่งใกล้ตัวมาสร้างอัตลักษณ์มัดใจกลุ่มเป้าหมายได้อยู่หมัด

เพราะเบี้ยวจึงดังกับร้านกาแฟ “บ้านเบ้ววว”
ใครจะคิดว่า “ความไม่สมบูรณ์” ของบ้านเก่าหนึ่งหลังที่บิดเบี้ยว จะกลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กที่ห้ามพลาดของเมืองแพร่ เมืองสโลว์ไลฟ์ที่เหมาะกับการนั่งพัก จิบกาแฟ โดยให้เวลาเดินไปอย่างช้าๆ ร้านกาแฟแห่งนี้ตั้งอยู่บนถนนคำลือ ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองแพร่ เช่น ถนนคนเดิน กาดกองเก่า บ้านวงศ์บุรี หรือวัดพระนอน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ร้านกาแฟแห่งนี้มีชื่อว่า บ้านเบ้ววว (เบ้ว ในภาษาเหนือที่แปลว่า เบี้ยว) เรียกได้ว่าเบี้ยวตั้งแต่พื้นร้าน หลังคา ผนัง ตรงข้ามกับรสชาติของกาแฟ และเครื่องดื่มภายในร้านที่แสนอร่อย

นอกจากโครงสร้างบ้านเก่าที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งภายในร้านก็ถูกคัดสรรจัดวางได้อย่างพอเหมาะ ให้ความรู้สึกเหมือนมานั่งจิบกาแฟในบ้านเพื่อนสไตล์ย้อนยุค เช่น โทรทัศน์ขาวดำรุ่นเก่าสมัยปี ‘60 โต๊ะเก้าอี้นักเรียนสมัยประถมที่มีนิตยสารวางอยู่ในลิ้นชัก เก้าอี้อาร์มแชร์รุ่นคุณปู่ยังหนุ่ม จักรเย็บผ้าตัวเก่าที่ถูกดัดแปลงเป็นโต๊ะ พร้อมมุมพักผ่อนในสวนต้นไม้หลังร้านที่เพิ่มความร่มเย็น ส่วนจานชามของว่างที่เสริฟคู่กาแฟแก้วโปรดก็เป็นผลิตภัณฑ์จานชามสังกะสี สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับความเป็นพื้นถิ่นในทุกรายละเอียดตั้งแต่ตัวบ้านไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า “ความไม่สมบูรณ์” ของร้านกาแฟบ้านเบ้วววกลายเป็น “ความสวยงาม” ตามธรรมชาติที่มีอัตลักษณ์ กลายเป็นจุดถ่ายภาพ เช็คอิน นั่งชิล ของนักท่องเที่ยว และที่แวะพักผ่อนของคนท้องถิ่นเมือง

ชีวิตติดนา ที่ Brandnew Field Good
เพราะสังคมเมืองมีความวุ่นวาย นักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งจึงมองหาพื้นที่ที่ทำให้เขาใกล้ชิดกับความเป็นธรรมชาติมากที่สุด เช่นเดียวกับคู่รักซุปตาร์นิว เดอะสตาร์ และเป๊ก เปรมณัช ที่หลงรักความเป็นธรรมชาติพลิกทุ่งนาสีเขียวฉอุ่มให้กลายเป็นสถานที่จัดแต่งงานของทั้งคู่ พร้อมต่อยอดสัญญารักบนพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็นร้านอาหารและคาเฟ่แห่งใหม่ภายใต้ชื่อ Brandnew Field Good ณ บ้านปง โดยใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 20 นาทีจากตัวเมืองเชียงใหม่ จุดไฮไลท์ที่โดดเด่นคือ “สะพานฮอมฮัก” สะพานขัวแตะไม้ไผ่ที่สานตัวทอดยาวกลางทุ่งนา จุดเดินเล่นรับลมชมบรรยากาศแบบสบายๆ พร้อมกลิ่นหอมของท้องนาให้เราสูดดมจนชุ่มปอด

ส่วนเมนูที่นำมาเสริฟเป็นอาหารพื้นเมืองแบบพื้นบ้านโดยเชฟท้องถิ่น เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มรสความเป็นพื้นถิ่นชาวเหนือ นอกจากธุรกิจร้านอาหารแล้ว ทั้งคู่ยังเปิดโฮมสเตย์ขนาด 5 ห้องกลางท้องทุ่งภายใต้ชื่อ “บ้านไก่โห่” ที่ถูกตั้งชื่อตามช่วงเวลาตื่นนอนตอนไก่ขันยามเช้า ไม่เพียงแต่ชื่อเท่านั้น ทีมงานยังนำธีมความเป็นไก่เข้าไปผสมผสานกับงานตกแต่งห้องพัก เช่น ซุ้มทานข้าวที่ได้รับบันดาลใจจากสุ่มไก่ ตุ๊กตาไก่ที่ทำจากไม้ถูกประดับไว้ในห้อง พร้อมไก่ตัวเป็นๆที่วิ่งเล่นตามทุ่ง จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า แฮชแทก ยอดนิยมของ Brandnew Field Good จะมีชื่อว่า “ชีวิตติดนา” เพราะทุกจังหวะการใช้ชีวิตบนพื้นที่แห่งนี้ล้วนรายรอบด้วยทุ่งนา อีกหนึ่งอัตลักษณ์การทำธุรกิจที่นำความเป็นพื้นถิ่นผนวกเข้ากับไลฟ์สไตล์การพักผ่อนของคนรุ่นใหม่ไว้อย่างพอดี

ผ้าผิวสวยที่ครามสกล
ความหลงใหลในทุกเฉดสีน้ำเงินที่ไล่ตั้งแต่สีฟ้าอ่อนไปจนถึงสีน้ำเงิน ทักษะงานช่างหัตถกรรมย้อมครามที่อยู่คู่ชุมชนชาวสกลนครคือเสน่ห์มัดใจที่ทำให้คุณนก สกุณา สาระนันท์ ตัดสินใจสร้างแบรนด์ “ครามสกล” ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย เช่น ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ หมอนอิง ผ้าปูที่นอน กระเป๋า ฯลฯ โดยนำความเป็นธรรมชาติของสีจากต้นครามมาเป็นหัวใจหลักในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี

นอกจากการย้อมครามบนผ้าฝ้ายแล้ว สกุณายังค้นคว้าวิจัยพัฒนาการย้อมครามกับผ้าชนิดต่างๆ โดยเน้นเส้นใยจากธรรมชาติเท่านั้น เช่น ลินิน กัญชง เพื่อผลิตเป็นวัตถุดิบให้ผู้ประกอบการที่สนใจในผ้าครามไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่อ พร้อมนำนวัตกรรมการเคลือบผิวบนเส้นใยผ้าเพื่อเพิ่มคุณสมบัติบนผืนผ้า เช่น กันแสงยูวี กันเชื้อแบคทีเรีย กันยุง กันน้ำ/น้ำมัน หรือเพิ่มกลิ่น เป็นต้น ส่งผลให้เกิดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆ เช่น ผ้าคลุมไหล่กันยุงพร้อมกลิ่นหอมดอกลีลาวดีสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่ชอบการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ เป็นต้น ความใส่ใจงานช่างภูมิปัญญาท้องถิ่น เคารพในความเรียบง่ายของชาวสกล พร้อมใส่ใจในสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นที่ทำให้ “ครามสกล” เป็นแบรนด์ผ้าผิวสวยที่มีคุณภาพ นอกจากพื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผ้าครามแล้ว ยังมีแหล่งเรียนรู้การย้อมผ้าครามให้ผู้สนใจได้สัมผัสการย้อมผ้าครามด้วยตนเองด้วย

เพราะวิถีชีวิต ภูมิปัญญาพื้นบ้านคือหัวใจหลักของการสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่น ทั้งงานสถาปัตยกรรม งานออกแบบภายใน และงานออกแบบผลิตภัณฑ์ จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลหลักที่ทีมงาน สถาปนิก ’61 หยิบความเป็นพื้นบ้านเสน่ห์พื้นถิ่นมาเป็นหัวใจหลักในการจัดงาน สถาปนิก ’61 ภายใต้ธีม ไม่ธรรมดา : Beyond Ordinary เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรมกับวิถีชีวิตพื้นถิ่น งานนิทรรศการจัดขึ้นระหว่างวันอังคารที่ 1 – วันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ณ ชาเลนเจอร์ฮอล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

รายละเอียดเพิ่มเติม www.asaexpo.org

เรื่อง : สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์