พูดถึง Hotel Art Fair ที่เพิ่งผ่านไปหลายคนคงคุ้นชื่องานเพราะครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ทางผู้จัดยอมรับว่าเป็นครั้งที่ประสบความสำเร็จที่สุด เพราะเริ่มมีสปอนเซอร์แล้ว (ฮา) ด้วยความที่อยากให้การเข้าถึงศิลปะไม่ใช่เรื่องยาก โลเคชั่นของโรงแรมที่จัดแต่ละครั้งจึงเลือกที่สามารถเดินทางไปสะดวกที่สุด

โดยงานครั้งนี้จัดขึ้นที่ Volve Hotel สุขุมวิท 53 โรงแรมขนาดกะทัดรัดย่านทองหล่อ มีศิลปินจากหลากหลายแกลเลอรี่ ผลงานก็มาจากทั้งศิลปินของไทยและต่างประเทศ โดยผลงานที่น่าสนใจก็มีหลากหลาย มีทั้งหุ่นยนต์วาดรูปชื่อ Paul ของคุณ Patrick Tresset โดยจัดแสดงในห้องของ Yenakart Studio และผลงานของคนไทยที่น่าสนใจอีกหลายท่าน งานของคุณสมยศ หาญอนันทสุข ศิลปินคนไทยที่ไปโด่งดังไกลถึงเยอรมัน ห้องของหอศิลป์กรุงเทพที่บอกเล่าเรื่องราวของย่านทองหล่อจากอดีตถึงปัจจุบันและอนาคตผ่านผลงาน Installation Art เดินเข้าออกอยู่หลายห้อง เราเข้าไปเจอกับไลลาแกลเลอรี่หนึ่งในแกลเลอรี่ที่มาร่วมจัดแสดงงานที่ Hotel Art Fair กำลังเตรียมงานอย่างขะมักเขม้น โดย’ คุณไลลา’ เจ้าของแกลเลอรี่บอกกับเราว่ามางานนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว นับเป็นโอกาสดีที่เราจะได้พูดคุยกับเธอคนนี้

คุณไลลา

ทางไลลาแกลเลอรี่เปิดมานานเท่าไร

เปิดมาสามปีกว่าๆ แต่เราก็ทำงานในสายศิลปะมาก่อนอยู่แล้ว เคย curate งาน เคยทำงานแกลลอรี่มาก่อน แต่ที่มาเปิดด้วยตัวเองก็จะสามปีแล้ว

การจัดงานที่นี่แตกต่างจากการจัดที่แกลเลอรี่ไหม

แตกต่าง เพราะเราเป็นแกลเลอรี่ ตอนเราจัดงานนิทรรศการ เราค่อนข้างที่จะโฟกัสกับงาน ธีมงาน หรือศิลปินในงานนั้นๆ เราสามารถที่จะพูดอธิบายถึงงานแต่ละครั้งได้ลึกกว่า แล้วผู้ที่มาชมงาน ก็จะมีความสนใจจริงๆ แต่พอเป็นที่งานนี้ ( Hotel Art Fair) จะเหมือนเป็นการแนะนำศิลปิน ให้กับคนที่อาจจะไม่ได้คุ้นเคยกับงานศิลปะ ไม่ได้ไปงานแบบนี้บ่อยๆ เป็นการทำให้คนได้ซึมซับงานศิลปินมากขึ้น อันนี้ก็จะเป็นข้อดีของงานนี้ คิดว่าทั้งสองแบบเป็นคนละเป้าหมายกันมากกว่า

แล้วคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาเป็นต่างชาติหรือคนไทย

ก็มีทั้งสองแบบ คือจะมี serious collector หมายถึงคนที่เป็นนักเก็บงาน ทุกประเภท วิดีโอ งานประหลาดๆ installation ก็เก็บ แต่ในเมืองไทยมีไม่เยอะ ถ้าพูดถึงเรื่องปริมาณก็จะคละๆ กัน 50:50 แต่ถ้าพูดถึงมูลค่าอาจจะเป็นชาวต่างชาติเยอะกว่า หมายถึงว่าต่างชาติจะมี serious collector มากกว่า

แต่ถ้าถามว่าจุดมุ่งหมายเราคืออะไร เราอยากขายให้กับมิวเซียมอย่าง Singapore Art Museum หรือ มิวเซียมที่เซี่ยงไฮ้ อันนั้นก็จะเป็นเป้าหมายแรกของเรา เพราะในฐานะของ curator เราก็อยากเห็นงานของศิลปินที่เราทำงานด้วยกัน ไปอยู่ใน museum แล้วมันก็จะเป็น public collection ก็จะเปิดให้คนอื่นๆได้ดูด้วย  ถ้าเป็นรายย่อย หรือเป็น private เค้าซื้อเค้าก็จะเก็บอยู่ที่บ้าน แต่จุดมุ่งหมายของคนที่เป็น curator ก็คือขายให้ มิวเซียมงานมันก็จะสามารถอยู่ต่อไปอีกเป็นสิบปี ร้อยปี เค้าจะมีเป็นคอลเลคชั่น หากงานศิลปินคนไหนตรงกับธีมงานไหน เค้าก็จะเอาออกมาโชว์ มันก็จะทำให้ขยายฐานคนดู ทำให้คนรู้จักศิลปินมากขึ้น แต่ถ้าพูดถึงที่นี่ ขายงานได้ก็โอเคแล้ว คือคนได้เข้ามาใกล้ชิดกับศิลปิน ใกล้ชิดกับ curator มากกว่าการไปดูที่แกลลอรี่ เพราะถ้าในแกลลอรี่ มันไม่มีโอกาสที่จะคุยกัน แต่ที่นี่มันมี ก็ถือว่าเป็นงานที่ดีและสนุก

และเมื่อถามถึงศิลปินที่มาร่วมงานกับไลลาแกลเลอรี่ ‘คุณน็อต Tua Pen Not ว่าเขา เตรียมตัวมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะหรือเป็นงานที่มีอยู่แล้ว เพราะหลายท่านในงานก็มีออกคอลเลคชั่นสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ

คุณน็อต แห่ง Tua Pen Not

“จริงๆแล้ว มันมีชุดที่เราเคยทำอยู่แล้ว แล้วไม่ได้โชว์ ยังไม่จัด exhibition เราก็เลยเอามาพรีเซ้นต์ที่งานนี้ก่อน เป็นการบอกว่าเราจะทำ exhibition เซตนี้นะ ก็เลยเอางานมาเพื่อแสดงว่าเรากำลังทำงานอยู่ เราทำเรื่อยๆนะ เราไม่ได้หยุดอยู่กับที่”  คุณน็อตกล่าว

สำหรับใครที่พลาดงานครั้งนี้ก็ไม่ต้องเสียใจทาง Kooper ได้เก็บภาพบรรยากาศเล็กๆ น้อยๆ มาฝาก และทางผู้จัดก็ยืนยันว่าจะมีงานครั้งต่อๆ ไปอีกแน่นอน ส่วนจะเป็นที่โรงแรมไหนก็ต้องติดตามกันต่อไป Kooper ไม่พลาดแน่นอน