หลังจากที่ Kooper ติดต่อโอ๊ต มณเฑียร มาระยะหนึ่ง เราก็ได้มีโอกาสไปเข้าร่วมเวิร์คช็อปวาดภาพนู้ด Life Drawing Class (Nude Male) ที่จัดขึ้นมากว่า 7 ครั้งแล้ว และดูเหมือนว่าจะสามารถจัดต่อไปได้เรื่อยๆ เพราะมีคนสนใจไม่น้อยทีเดียว

ก่อนหน้าที่จะเริ่มเวิร์คช็อป Kooper ได้มีโอกาสพูดคุยกับโอ๊ตในหลายๆ เรื่อง ทั้งประเด็นที่ว่า Nude กับ Naked ต่างกันอย่างไร? ไปจนถึงประเด็นว่า ทำไมในสังคมปิตาธิปไตยของบ้านเรา (สังคมชายเป็นใหญ่) ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และตั้งแต่ในพื้นที่งานศิลปกรรม จนถึงในพื้นที่จริง การเปิดเผยร่างกายในที่สาธารณะของผู้ชายดูจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายยิ่งกว่าการเปลือยอกของผู้หญิงเสียด้วยซ้ำ เพราะเราไม่เคยเห็นภาพกากในจิตรกรรมไทยที่โชว์ร่างเปลือยของผู้ชาย เท่าที่เห็นคือ อวัยวะเพศชายถูกใช้แต่ในบริบทของเทพเจ้าเท่านั้น (อย่างเช่นศาลหลักเมือง ที่มาจากศิวะลึงค์ในคติพรหมณ์)

โอ๊ตไม่ได้ตอบเราตรงๆ ในบริบทของไทย แต่ยกตัวอย่างไปถึงการวาดภาพนู้ดของศิลปินชาวเวียนนา Egon Schiele ศิลปินที่เขาชื่นชอบ ที่ตอนศตวรรษที่ 20 ก็ได้รับชะตากรรมไม่ต่างอะไรไปจากบ้านเรา ซึ่งมันก็สะท้อนว่าประเด็นเดียวกันนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในหลายพื้นที่ในโลก เราคุยกันต่อไปว่า “แล้วทำไมละ?” ทำไมร่างผู้ชายถึงโดนปกปิด และทะนุถนอมจากสายตาของสังคมมากว่าผู้หญิงเสียอีก แต่ด้วยเวลาที่เหลือไม่มากนักจึงได้คำตอบกว้างๆ (ที่คงเรียกว่าคำตอบได้ไม่เต็มปากมากนัก) ว่ามันอาจจะเป็นเพราะสังคมชายเป็นใหญ่ไม่ยอมปล่อยให้ร่างกายของผู้ชายตกเป็นวัตถุทางเพศเพื่อที่จะสามารถคงความ “เป็นใหญ่” อยู่ได้ หรือไม่ก็สังคมบ้านเราไม่ได้แยกวิชวลของร่างเปลือยออกจากตัญหาราคะ ซึ่งไม่ได้แปลกอะไรเพราะคำว่า “มองให้เป็นศิลปะ” นั้นแข็งแรงไม่พอที่จะสลายอีกหนึ่งฟังก์ชั่นของร่างเปลือยเปล่า (การกระตุ้นอารมณ์) ให้หายไปได้ แต่ที่แปลกก็คือ ทำไมเราถึงมองว่ามัน (อารมณ์) เป็นเรื่องน่ารังเกียจ ทั้งๆ ที่ถ้าไม่มีอารมณ์ มนุษยชาติคงจะสูญพันธ์ไปพร้อมๆ กับไดโนเสาร์ไปตั้งนานแล้ว จะยังไงก็แล้วแต่ ในพื้นที่ส่วนตัวอย่างสตูดิโอบนชั้นสองของ Baik Baik Restaurant นั้น เรามั่นใจว่าสายตาของสังคมชายเป็นใหญ่คงสอดส่องเข้ามาไม่ถึงแน่ๆ แลเป็นพื้นที่จะสามารถสำรวจประเด็นนี้ในภาคปฏิบัติได้สะดวกทีเดียว

หลังจากที่พูดคุยกันได้ไม่นานก็ถึงคิวของเวิร์คช็อปที่เริ่มตอนหกโมงนิดๆ พร้อมๆ กับเวลาที่ฟ้าเริ่มมืด และโอ๊ตก็แนะนำนายแบบประจำวันนี้กับผู้เข้าร่วมกว่า 13 คน ในสตูดิโอ ที่ประกอบไปด้วยนักศึกษาจำนวนหนึ่ง พนักงานบริษัท ไปจนถึงนักเขียน

มองในสิ่งที่ควรมอง

เวิร์คช็อปครั้งนี้เริ่มจากการฝึกลมหายใจให้สัมพันธ์กับน้ำหนักของการลงเส้น โอ๊ตเลือกเพลงสองแนวให้เราได้ลองปล่อยสติไปกับเสียงเพลง และลงมือวาดอะไรก็ได้บนกระดาษ พอจบหนึ่งเพลงก็ให้วางแท่ง charcoal ลง และพูดคุยกันว่าใครรู้สึกอย่างไร ชอบความรู้สึกตอนไหนมากกว่า ก่อนจะเปลี่ยนไปเป็นเพลงอื่น และแบบที่ไม่มีเพลง

จบจากตรงนี้จึงถึงคิวของนายแบบต่างชาติ นายแบบเดินไปยังที่ของเขา เปลื้องผ้า และนั่งบนตั่งนั้น พร้อมๆ กับที่โอ๊ตพูดว่า “มองได้เต็มที่ จ่ายเงินมาแล้ว (หัวเราะ)” ปฏิกิริยาของผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อปต่อร่างเปลือยนั้นแตกตัวออกไปหลายแบบหลายทิศทาง ทั้งเหนียมอายเล็กน้อย พยายามเพ่งมองส่วนอื่นบนร่างนายแบบ บางคนก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับร่างเปลือยเปล่านั้น จากนั้น โอ้ตก็เริ่มกิจกรรมละลายพฤติกรรมระหว่างคนแปลกหน้าสองคน (ผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อป และนายแบบ) โดยการค่อยๆ ให้ทุกคนเริ่มวาดรูปเป็นระยะเวลาสั้น จาก 2 นาที (โอ๊ตจับเวลาด้วยนาฬิกาในสมาร์ทโฟน และบอกให้ทุกคนหยุดทันทีเมื่อหมดเวลา) อยู่ 2-3 ครั้ง ก่อนจะขยายเวลาเป็น 5 นาที และทุกๆ ครั้ง โอ๊ตจะจัด posture ของนายแบบใหม่ทุกครั้ง ที่น่าสนใจก็คือ ด้วยความที่ห้องมีขนาดไม่ใหญ่นักซึ่งทำให้ทุกคนต้องประจำที่ หลบเข้ามุม บ้างก็นั่งใกล้กับนายแบบเผชิญหน้ากับเครื่องเพศตรงๆ บ้างก็ถอยห่างออกมาหน่อยกลายเป็นการสังเกตการณ์จากระยะไกล ทำให้มุม / ส่วน ที่แต่ละคนวาดนั้นออกมาต่างกัน แต่ที่แปลกก็ไม่ใช่เพราะว่า “มุม” มันเปลี่ยนไปตามที่นั่ง แต่มันขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนมองอะไรมากกว่าต่างหาก

ในการวาดแต่ละครั้ง โอ๊ตจะเปลี่ยนบรรยากาศในห้องด้วยเพลง จุดกำยาน หรี่แสงไฟจนเราเห็นร่างนายแบบเป็นเงาตะคุ่มๆ อยู่ปลายห้อง เราคิดว่านอกจากแสง เสียงเพลงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างบรรยากาศมากกว่ากลิ่นและความสว่างด้วยซ้ำ โอ๊ตพยายามบอกให้ทุกคนปล่อยความคิดให้เป็นอิสระ เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ไฟในห้องถึงติดขึ้นอีกครั้ง และโอ้ตก็เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

เราเพิ่งมารู้ว่าแต่ละคนมองอะไร และวาดอะไรตอนนั้นเองที่โอ๊ตให้ทุกคนเอารูปมาวางรวมกันบนพื้น เราเริ่มแลกเปลี่ยนกันว่าใครชอบรูปไหนกันบ้าง รูปที่เห็นบนพื้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงมีทั้งภาพสี และขาวดำ ทุกๆ คนมีนายแบบคนเดียวกันเป็นแบบ แต่วิธีการสื่อสารของแต่ละคนต่างกันไป ของผมเป็นเส้นหนาๆ ดำๆ ไม่มีรายละเอียด บางคนเลือกวาดแค่ไหล่ เพราะชอบความโค้งตรงนั้น บางคนวาดต้นขา บางคนวาดทั้งตัว

Long Take

ก่อนหน้าจะเริ่มเวิร์คช็อปช่วงที่สองเป็นช่วงรับประทานอาหารเย็น เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นหน้าค่าตาของผู้เข้าร่วมเวิร์คช็อปแต่ละคนในที่สว่างเป็นครั้งแรก ทุกคนเริ่มทำความรู้จักกัน ถามเหตุผลว่าทำไมถึงมาเวิร์คช็อปนี้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รับในช่วงแรก หลังจากนั้นก็ถึงช่วงที่สองของกิจกรรม ครั้งนี้โอ๊ตยกเตียงหวายขึ้นไปตั้งบนตั่งเพื่อจะสามารถจัด posture ท่านอนให้กับนายแบบได้ แอร์เย็นขึ้นกว่าเดิม ความเย็นอบอวลมากขึ้นเช่นเดียวกันกับกลิ่นกำยาน และดูเหมือนว่าทุกๆ คนก็ตื่นตัวเต็มที่หลังจากดื่มไวน์กันไปคนละแก้วสองแก้ว

โอ๊ตให้ระยะเวลาการวาดแต่ละครั้งยาวกว่าเดิม ห้องมืดลงกว่าเดิมแต่ก็มีแสงไฟจากโปรเจ็คเตอร์สาดไปยังร่างนายแบบ สร้างเอฟเฟ็คเหมือนกับภาพหลอนเมื่อปรากฏเงาไหวไปมาทาบลงบนใบหน้าเรียบ นิ่งเฉยของนายแบบ และไม่ทำให้ห้องมืดเกินไป ในช่วงหลังนี้ Kooper ถอยออกมาเป็นผู้สังเกตการณ์เต็มตัวซึ่งทำให้เห็นเหตุการณ์รอบตัวมากขึ้น และก็กลายเป็นว่าเราเพิ่งรู้ว่า posture ที่นายแบบขืนตัวค้างไว้ 2 – 5 นาที หรือ 10 นาที นั้นไม่ได้เป็นท่าสบายๆ และต้องอาศัยความอดทนไม่น้อยทีเดียว การขืนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่กล้ามเนื้อตัว แต่รวมไปถึงบนใบหน้าและสายตาด้วย อีกหนึ่งอย่างที่เราเพิ่งเห็นก็คือ โอ๊ตก็หาที่นั่งลงวาดรูปไปพร้อมๆ กับเรา และดูเหมือนว่าเขาจะสาละวนอยู่กับการตั้งเวลา เปลี่ยนเพลง จุดกำยาน กระตุ้นคนในคลาส ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่ได้สังเกตในเบรคแรกขณะร่วมวาดรูปไปกับสมาชิกคนอื่นๆ โอ๊ตบอกกับทุกคนให้พยายามไม่มองภาพตรงหน้าเป็นแบบนิ่งๆ แต่ให้จับอารมณ์ตรงนั้นออกมาเป็นเส้นและสี ในเบรคหลังนี้ดูเหมือนว่าทุกคนทำสิ่งนี้ได้ดีว่าครึ่งแรกทีเดียว ภาพวาดที่ออกมาบนกระดาษดูหลุดออกไป ราวกับเป็นคนละภาพกับนายแบบตัวจริงตรงหน้า แต่ก็ยังมีองค์ประกอบบางอย่างที่เชื่อมโยงกลับไป และบอกให้รู้ว่าทุกคนมีนายแบบคนเดียวกัน

ช่วงท้ายนี้ รูปของแต่ละคนถูกนำมาวางรวมกันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เราสามารถเลือกเอารูปที่ชอบกลับบ้านไปด้วยได้ นอกจากจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ หลังจากจบคลาสเราก็ได้บทสรุปบางอย่างมา บทสรุปนี้ไม่ถึงกับจะตอบคำถามที่ทิ้งไว้ข้างต้นได้ก็จริงแต่สำหรับเรามันบอกอะไรในสังคมได้หลายๆ อย่าง มันคือการตระหนักว่าทุกๆ การเปลือยนั้นมีความหมายในตัวของมันเอง การเปลือยในคลาสนี้ไม่ได้เป็นการเปลือยธรรมดาๆ แต่มาพร้อมกับบทบาทหน้าที่ที่ทางฝั่งผู้เปลือยและผู้วาดต้องรับผิดชอบ นั่นคือทางฝั่งผู้เปลือยนั้นต้องเปลือยให้ดีที่สุด ในขณะที่ผู้วาดก็ต้องจับความเปลือยนั้น ถ่ายทอดลงบนกระดาษให้ได้มากที่สุด มันเป็นมากกว่าการมาวาดรูปนู้ดที่ผู้เปลือยต้องเป็นฝ่ายตั้งรับสายตาของผู้วาด หรือพูดอีกทำนองหนึ่งคือ เป็นมากกว่า “เกม” ที่มีการแบ่งฝ่ายแต่ต้นว่าฝ่ายไหนรุก ฝ่ายไหนรับ แต่มันเป็นการทำงานร่วมกันที่ต่างฝ่ายก็เคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งเหตุผลข้างท้ายนี้ น่าจะเป็นคำตอบว่าน้ำตาของนายแบบ ขณะที่คลาสนั้นจบลงมาจากไหน

ติดตามเวิร์คช็อปครั้งต่อไปได้ที่ facebook.com/oatmontienstudio

SaveSave

SaveSave

SaveSave

SaveSave