ในวัยที่โตขึ้น เราเชื่ออยู่เสมอว่าชีวิตของเราในปัจจุบันนาทีนี้ ล้วนเกิดจากการเลือก-รับ-ตัด-แปะ จากประสบการณ์ขนาดสั้นหรือยาวที่เราพบเจอมาตลอดทาง มีช่วงที่สดใสโทนสีอ่อน และช่วงที่หม่นหมองโทนสีตุ่น หรือบางทีก็ผสมกลมกลืนในอัตราส่วนครึ่งๆ ตามพลังชีวิตในช่วงนั้น แต่เราก็ไม่เคยเปรียบเทียบว่าภาพชีวิตชิ้นไหนสวยมากน้อยกว่ากัน นั่นเพราะศิลปินผู้สร้างงานกับแขกผู้เข้าชมเป็นคนๆ เดียวกัน


อ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านอาจจะกำลังสงสัยว่าผู้เขียนจะ quote คำคูลหรือ ‘ทำมาเปง’ ทำไม นั่นก็เพราะว่าบุคคลที่ 2 ของ YOU ARE WHAT YOU READ เป็นถึงศิลปินและนักทำภาพประกอบแนวคอลลาจผู้ลือนาม ทั้งผลงานลายเซนต์ที่ใครๆ ก็จำได้อย่างการเลือกนำภาพอย่างไทยและฝรั่งมาสร้างสรรค์เป็นภาพในลักษณ์ต่างๆ เห็นผลงานใหม่ๆ ของเขาทีไรก็สงสัยไปถึงระบบจัดเก็บคลังภาพของเขา ก่อนจะไปถึงจุดนั้น อยากชวนคุณมาลองมาทำความรู้จัก นักรบ มูลมานัส จากหนังสือน่าอ่านทั้ง 5 เล่ม(ชุด) มาดูกันว่าตัวตนของศิลปินหนุ่มคนนี้เกิดจากการเลือกตัดแปะหนังสือเล่มไหนบ้าง

ALL YOU READ IS LOVE

“ตอนเด็กๆ เวลาเราเห็นหนังสือเล่มหนาๆ เราจะรู้สึกกลัว รู้สึกว่ามันวิชาการ มันเครียดจังเลย แต่เพราะการเข้ามาของแฮร์รี่ พอตเตอร์ เปลี่ยนความคิดเราและคนรุ่นเรามากๆ ความหนาของหนังสือพันกว่าหน้า จำนวน 7 เล่ม ไม่เพียงทำให้เราไม่กลัวความหนาอีกต่อไปยังเปิดเราเข้าสู่โลกของการอ่านจริงๆ ส่งผลมาถึงการทำงานของเราในปัจจุบัน ที่มีต้นทุนมากจากมุมมองของโลกที่กว้างขึ้น จากการซึมซับประสบการณ์ของนักเขียนหรือมุมมองที่เขาถ่ายทอดผ่านหนังสือที่เราเลือกเสพย์ เรารู้สึกว่า ไม่ว่าคุณจะทำงานประเภทใด ทำงานภาพยนตร์ ทำโฆษณา ทำงานศิลปะ การอ่านเป็นพื้นที่สำคัญของความคิดสร้างสรรค์

ส่วนการเลือกอ่านนั้นขึ้นกับความสนใจในช่วงนั้นๆ ตอนนั้นกำลังอินกับอะไร หรือว่ากำลัง work on กับ project อะไรอยู่ เราก็จะพยายามหาอ่านสิ่งเหล่านั้นมากขึ้น เช่น งานภาพประกอบที่ให้ร้านตงกิง – อันนัม เราไม่มีความรู้เรื่องวียดนามมาก่อน เราก็เลยหาหนังสือที่เวียดนามๆ มาอ่าน หรือเลือกดูหนัง เรารู้สึกว่าเวลาจะทำงานชิ้นไหนที่เราไม่มีแหล่งข้อมูลเลย หนังสือเป็นตัวช่วยที่ดีมาก ยิ่งเราทำงานที่ต้องใช้รูปภาพเยอะ รูปจากหนังสือมันคนละแบบกับรูปในอินเตอร์เนท คุณค่าและเรื่องราวเบื้องหลังที่อัดแน่นอยู่ในหนังสือ มันบ่มเพาะมาเนิ่นนาน เราว่ามันโอเคกว่าอินเตอร์เนทที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้”

1

“เทพนิยายอื่นๆ อาจจะจบลงด้วยความสุข เจ้าชายได้ครองคู่กับเจ้าหญิงอยู่ในปราสาทสวยงาม แต่สำหรับออสการ์ ไวลด์ ตอนจบทุกเรื่องจะไม่ได้เป็นแบบนั้น จะมีความมืดหม่น ความดาร์ก การวิพากย์วิจารณ์อะไรอยู่เยอะแยะเลย จุดเด่นของเขาคือการบรรยายถึงฉาก ถึงตัวละครและรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างงดงาม และเข้ากับตอนจบที่แม้จะเป็นโศกนาฏกรรม มีเรื่องอย่าง ทำไมดอกกุหลาบถึงมีสีแดง เรื่องของเจ้าหญิงที่แทนจะพบกับเจ้าชายรูปงามก็เป็นเจ้าหญิงกับคนแคระผู้อัปลักษณ์เรื่องราวจะเป็นอย่างไร เรื่องของการเสียสละ ความรัก รูปลักษณ์ภายนอก และความจริงภายใน มันมีอะไรมากกว่าการเป็นเทพนิยายสวยๆ ซึ่งเราประทับใจทั้งแนวคิดหรือการใช้ภาษา อ่านจบทุกตอนก็จะรู้สึก ‘หยี๋ จะเอาอย่างนี้เลยหรือ’ (หัวเราะ) มีความ twist สนุกดี ฟุ้งๆ เฟ้อๆ ฝันๆ แต่ในขณะเดียวกันก็มืดหม่น ถือว่ามีอิทธิผลต่องานของเราเหมือนกัน

“ ‘ทำไมเขาถึงไม่เต้นรำอีกล่ะ’ เจ้าหญิงน้อยถาม หัวเราะคิกคัก

‘เพราะว่าหัวใจของเขาแตกสลายเสียแล้วพะย่ะค่ะ’ มหาดเล็กทูลตอบ

แล้วเจ้าหญิงน้อยก็ขมวดคิ้ว และเม้มริมฝีปากบางๆ ของเธอแสดงท่าทีรังเกียจ

‘งั้นคราวหน้า อย่าเอาคนที่มีหัวใจมาเล่นกับฉันอีกนะ’ เธอร้องขึ้น แล้วก็วิ่งเข้าไปในสวน”

– เทพนิยายออสการ์ ไวลด์, ออสการ์ ไวลด์

: มาจากท่อนจบของเรื่องเจ้าหญิงน้อยกับคนแคระ เรื่องราวของเจ้าหญิงผู้เห็นแต่สิ่งสวยงาม กับคนแคระผู้ไม่เคยรู้ตัวเองมาก่อนว่ามีหน้าตาอัปลักษณ์ ในตอนจบของเรื่องหัวใจของคนแคระแตกสลายเมื่อได้รู้ความจริงเรื่องหน้าตาของตัวเองจากเจ้าหญิง ผู้ที่เห็นคนแคระเป็นเพียงของเล่นชิ้นหนึ่ง ต้องลองไปอ่านดู ดาร์กเวอร์”

เทพนิยายออสการ์ ไวลด์

Oscar Wilde’s Fairy Tales

เขียน: ออสการ์ ไวลด์ แปล: วลัยภรณ์ นาคพันธุ์ สำนักพิมพ์: ฟรีฟอร์ม

จำนวนหน้า: 183 หน้า ราคา:  200 บาท หาซื้อได้ที่: ร้านหนังสือทั่วไป


2

“เล่มนี้เป็นพระราชนิพนธ์แปลในรัชกาลที่ 6 จากต้นฉบับของเชกส์เปียร์ จริงๆ เราเจอมาจากภาพยนตร์ ‘โรเมโอ + จูเลียต’ (1996) ที่ใน subtitle ภาษาไทยเขียนไว้ตั้งแต่ตอนแรกว่าอัญเชิญพระราชนิพนธ์แปลในรัชกาลที่ 6 มาใช้ เราประทับใจมากเลยไปหาเล่มฉบับจริงมาดูว่าเป็นอย่างไร ก็พบว่าเป็นภาษาโบราณพริ้งเพราะ นอกจากจะแปลตรงตัวแล้ว บางตอนยังมีการใส่ฉันท์ กาพย์ กลอนแบบไทยลงไป รวมถึงมี index ท้ายเล่มที่อธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้คนไทยสมัยนั้นตามทันอีกด้วย

เราอ่านแล้วรู้สึกได้ถึงความ contrast อย่างเรื่องเล่าในยุคโบราณของฝรั่งแต่เป็นภาษาสำนวนแบบไทยโบราณ ซึ่งมีอิทธิพลกับงานของเราเหมือนกัน ว่าเราจะเล่าเรื่องไทยแต่ใช้ภาพฝรั่ง จะเล่าเรื่องฝรั่งแต่ใช้ภาพไทยอย่างไร เป็นเรื่องความ contrast วัฒนธรรมที่ผสมผสาน มาเจอะเจอกัน มาปะทะกัน

“รักก่อวิวาทกัน! โอ้ความชังอันน่ารัก!

โอ้ว่าบรรดาสิ่ง, เกิดจากอนัตตะลักษณ์!

โอ้ความเบาแสนหนัก! และความป้ออันงึมงัน!

จลาจลวิกลแห่งรูปะธรรมที่ลวงกัน!

ขนนกหนัก, ควันผ่องพรรณ, ไฟเย็น, อีกไข้สุฃา!

ตื่นอยู่แต่หลับใน, นี่ไม่เป็นเช่นเห็นนา!

ความรักพี่รู้ว่า, ไม่รู้จักรักในนี้.

เหตุใดไม่หัวฮา?”

– โรเมโอ และ จูเลียต, สำนวนพระราชนิพนธ์แปลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

: บทท่อนนี้พูดถึงความรักโดยเปรียบเทียบ ซึ่งที่ประทับใจมากๆ คือ การแปลของรัชกาลที่ 6 ซึ่งเมื่อเทียบในต้นฉบับภาษาอังกฤษเราจะเห็นว่าภาษานั้นออกมาได้อย่างสละสลวยสวยงามมาก

Why then, O brawling love, O loving hate,

O anything of nothing first created!

O heavy lightness, serious vanity,

Misshapen chaos of well-seeming forms!

Feather of lead, bright smoke, cold fire, sick health,

Still-waking sleep, that is not what it is!

This love feel I, that feel no love in this.

Dost thou not laugh?”

โรเมโอ และ จูเลียต

เขียน: วิลเลียม เชกส์เปียร์ แปล: สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าแผ่นดินสยาม

สำนักพิมพ์: คลังวิทยา  ราคา: 60 บาท

หาซื้อได้ที่: ร้านขายหนังสือเก่า


3

“แม้ว่าชื่อของนักเขียนอาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จักมากในบ้านเรา แต่ในระดับสากลเขาเป็นนักเขียนชาวตุรกีที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปี 2006 เรื่องราวของชายหนุ่มคนหนึ่งที่เก็บของทุกสิ่งทุกอย่างของหญิงสาวที่เขารักเอาไว้เพื่อระลึกถึง ไม่ว่าจะเป็น เศษบุหรี่ กางเกงใน กระเป๋า ภายใต้ฉากหลังของตุรกีในยุค 70s จะมีเรื่องการเมือง การเปลี่ยนแปลง ทำให้เรารู้จักตุรกีในมุมที่หลากหลายมากขึ้น และที่น่าสนใจมากๆ คือผู้เขียนเองก็มีของเหล่านั้นจริงๆ และสร้างพิพิธภัณฑ์นั้นขึ้นมาจริงๆ ในชื่อ The Museum of Innocence เรารู้สึกทึ่งมากว่ามันมีคนทำแบบนี้ได้ด้วย เชื่อมโยงหนังสือไปสู่การสร้างพิพิธภัณฑ์ของจริง

ในเรื่องจะพูดถึงความหลงใหล คลั่งใคล้ของคนๆ หนึ่ง ที่มีต่อสิ่งๆ หนึ่ง ที่มีต่อคนๆ หนึ่ง วัตถุสิ่งของเหล่านี้ก็เป็นตัวแทนของความรักความหมกมุ่น ตอนที่ออกแบบปกเราก็เลยเลือกหยิบทุกสิ่งที่เขาพูดถึงในหนังสือมาทำและวางเป็นรูปหน้าของนางเอก เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มันเพ้อๆ ดี มีความจิตๆ นิดๆ ความกะพร่องกะแพร่ง คนอ่านอาจจะรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้มันบ้า มันโรคจิตไปไหมที่เก็บทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ว่ามนุษย์เราทุกคนก็มีโหมดแบบนี้หรือเปล่า โหมดที่หมกมุ่นหลงใหลกับอะไรบางอย่าง แล้วเราเก็บสิ่งนั้น คิดว่าสิ่งนั้นเป็นของจริง เป็นของที่จะอยู่จีรังและยั่งยืนกับเราไป เราว่าทุกคนมันมีมุมแบบนี้

“ชีวิตเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ที่ต่อเนื่องซึ่งหลังจากนั้นเราก็ลืมเลือนไป” – The Museum of Innocence, Orhan Pamuk

: ไม่ว่าเราจะเผชิญเรื่องหนักหนาแค่ไหน พอเวลาผ่านไปมันก็กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีอะไร หรือไม่ได้หนักหนาอะไร ตอนเด็กที่เราหนักหนากับวิชาเรียนสมัยมัธยม หรือตอนมหาวิทยาลัยที่เราคิดว่าเราเรียนหนักมาก แต่พอเข้าสู่วัยทำงาน เรามองย้อนกลับไป มันก็ผ่านไปแล้ว เราก็ลืมเลือนสิ่งเหล่านั้นไปแล้ว ไม่ว่าเราจะรักใครหรือเกลียดใครมากน้อยแค่ไหน สักวันหนึ่งมันก็ลืมเลือนไป จริงๆ มันลืมเลือนแหละ แต่ขึ้นอยู่กับเราว่าเราจะโฟกัสกับสิ่งนั้นมากน้อยแค่ไหน เรารู้สึกว่าวันเวลาที่ดี หรือวันเวลาที่ร้าย สุดท้ายเราก็อยู่ได้ เพราะหากเราไปจดจ่อกับสิ่งนั้นๆ มากไป เราก็ตายไปแล้ว มันเป็นกลไกพิเศษของมนุษย์นะ ถ้าหากเราจดจำแทบทุกอย่างได้ทั้งหมด หรือว่าเรารู้สึกกับทุกอย่างรอบตัวตลอดเวลา มนุษย์เราก็คงสูญพันธ์ุไปแล้ว (หัวเราะ)”

พิพิธภัณฑ์แห่งความไร้เดียงสา

The Museum of Innocence

เขียน: Orhan Pamuk แปล: นพมาส แววหงส์ สำนักพิมพ์: มติชน

จำนวนหน้า : 624 หน้า ราคา: 620 บาท หาซื้อได้ที่: ร้านหนังสือทั่วไป


4

“เวลาเราไปงานหนังสือมันจะมีโซนหนังสือเก่า ซึ่งมีอะไรที่น่าสนใจเยอะเลย มีรูปภาพสวยงามอย่างตำราฟ้อนรำเล่มนี้มีภาพสวยมาก เรารู้ว่าสิ่งเหล่านี้หากปล่อยให้อยู่ในกองหนังสือเก่า ก็ค่อยๆ โดนปลวกกินไปเรื่อยๆ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เราเลือกหยิบภาพเหล่านี้มาทำงาน อย่างเล่ม ตำราจัดดอกไม้สมัยจอมพล ป. เล่มนี้ นอกจากภาพสวยๆ เราจะเห็นการใช้ภาษาและการสะกดแปลกๆ อย่าง ‘วัธนธัมฝ่ายหยิง’ ‘พรึสพาคม’ ซึ่งเป็นยุคที่จอมพล ป. บอกว่าการเขียนภาษาไทยทำไมต้องมีหลายตัว เสียง ส.เสือ ทำไมต้องมี ศ. ษ. ส. เขาก็เลยยกเลิกแล้วมาใช้ ส.เสือ หมดเลย เราก็เลยได้เห็นและรู้สึกว่าหนังสือเก่าก็จดบันทึกเรื่องราวในยุคสมัยที่เราไม่รู้ได้เหมือนกัน และอีกอย่างคือเล่มนี้เขาทำออกมาสวยมากนะ ในงานเราก็เลยมีอะไรแบบนี้เยอะเพราะเราชอบซื้อมาเก็บๆ ไว้ (หัวเราะ)
จริงๆ แล้วถ้าลองได้ไปขุ้ยหนังสือเก่าดูเราอาจจะพบสิ่งที่เราสนใจในแขนงต่างๆ จะเห็นว่าสมัยก่อนเขาก็มีหนังสือแบบนั้นแล้ว ตำราการแพทย์ หรือตำราการขับเครื่องบิน วิธีการทำผม การเล่นดนตรี ไม่ว่าคุณจะสนใจเรื่องแนวไหน ลองไปหาหนังสือเก่าเหล่านี้ดู แล้วลองเปรียบเทียบดูว่าสิ่งที่เรารู้วันนี้ กับสิ่งที่คนเมื่อ 50 ปี คนเมื่อ 100 ปีก่อนรู้มันต่างกันอย่างไร แล้วปัจจุบันขับเคลื่อนไปอย่างไรบ้าง มีสิ่งไหนยังอยู่ และมีสิ่งไหนที่หายไปแล้ว เป็นเรื่องขององค์ความรู้เก่าๆ ใหม่ๆ เราว่าน่าสนใจ

“อันวิชาการไดจะจเรินรุ่งเรืองยิ่งขึ้นไปนั้น ย่อมอาสัยที่มีผู้รักจะสึกสาค้นคว้า ทดลอง ดัดแปลงแก้ไข หรือต่อเติมประการไดต่อไปอีก และการที่จะมีผู้รักจะสึกสาค้นคว้าเช่นว่านี้ก็ย่อมต้องอาสัยเครื่องปลุกไจ เร้าไจ ไห้นิยมรักไคร่ในวิชาการนั้นๆ ด้วย เครื่องปลุกไจหรือเร้าไจนี้ย่อมได้แก่ชื่อเสียงเกียรติคุนและผลประโยชน์ตามสมควน (สะกดคำตามต้นฉบับ)” – วัธนธัมไทย การจัดดอกไม้สด
: เราชอบเพราะรู้สึกตรงกับสิ่งที่เราทำ หากเราตั้งใจจะทำสิ่งใดให้ดีเราก็ต้องค้นคว้าทดลอง ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ มันต้องมีการดัดแปลงแก้ไขด้วย หรือหยิบสิ่งเก่ามาใช้ เราก็ต้องดัดแปลงแก้ไขให้เป็นไปตามยุคสมัยและตามบริบทของมัน เพราะฉะนั้นเราไม่เชื่อเท่าไหร่หากจะบอกว่าบางสิ่งนี้มันดีอยู่แล้วไม่ควรเปลี่ยนแปลงแก้ไข”

Set: หนังสือเก่า

(ประกอบด้วย วัธนธัมไทย การจัดดอกไม้สด, คู่มือ กิจกรรมเข้าจังหวะ ฟ้อนรำพื้นเมือง รำวงมาตรฐาน สำหรับมัธยมศึกษาตอนปลาย และ ตำราฟ้อนรำ)

หาซื้อได้ที่: ร้านหนังสือเก่า


5

“Set การเรียนรู้ตัวเราเอง จริงๆ มันเป็นหนังสือที่เขาเขียนมาให้แล้วครึ่งหนึ่งและเราเขียนเองอีกครึ่งหนึ่ง เราชอบอะไรแบบนี้ มันเหมือนเป็นเรื่องพื้นฐานของการเข้าใจตัวเอง การได้คุยกับตัวเอง อย่าง Q & A a day: 5 Year Journal เล่มนี้ จะเป็นหนังสือที่เขาจะตั้งคำถามให้เราตอบทุกวันไม่ซ้ำกัน แล้วให้เราเขียนตอบ 5 ปี มันสนุกดีที่คำตอบของเราเมื่อปีที่แล้วกับปีนี้ไม่เหมือนกัน กับบางเรื่องที่เราเปลี่ยนความคิดไปตลอดกาลและกับบางเรื่องที่เรายังคิดเหมือนเดิมทุกครั้ง ที่สนุกคือคำถามจะออกแนวบ้าๆ บอๆ หน่อย อย่าง เพลงอะไรที่ติดอยู่ในหัวของคุณตอนนี้ วันนี้คุณทำอะไรหายไปหรือเปล่า จุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งต่อไปของคุณคือที่ไหน ส่วนเล่ม Keel’s Simple Diary นี้ก็คล้ายๆ กัน มี quote ให้เราทุกวัน ให้เราทำสิ่งต่างๆ แล้วเขียนอธิบาย บางทีก็ให้เราวาดรูป

เรารู้สึกว่าสมัยนี้มันมีพื้นที่ให้เห็นเรื่องราวของคนอื่นเยอะมาก Facebook หรือพวก social media ต่างๆ หรือการที่เราออกไปพบเจอใครเราก็ได้รู้เรื่องคนอื่นๆ บางทีเราไม่ค่อยมีเวลาให้กับตัวเองเท่าไหร่ ไม่ได้มานั่งคิดเลยว่าตัวเองรู้สึกอะไร ตัวเองต้องการอะไร ตัวเองกำลังจะไปที่ไหน เรารู้สึกว่าการนั่งเขียนอะไรพวกนี้มันทำให้เรานึกถึงตัวเองว่าตอนนี้เราเป็นอย่างไร เรามีความคิดอย่างไร ซึ่งเหมือนเป็นการให้เวลากับตัวเอง อย่างน้อย 1 วัน 1 คำถาม ได้คุยกับข้างในตัวเอง ซึ่งก็ดีถ้าได้รู้ตัวตนเราชัดเจนว่าต้องการอะไร การที่เดินไปข้างหน้าเราก็จะไม่หลงทิศหลงทาง

“30 January: What do you want to forget?

2015 – Nothing

2016 – too many things

2017 – สิ่งเด๋อๆ” – Q & A a day: 5 Year Journal, Potter Style
: ตลกปะ (หัวเราะ)”

Set: การเรียนรู้ตัวเราเอง

(ประกอบด้วย Keel’s Simple Diary และ Q & A a day: 5 Year Journal)

Keel’s Simple Diary

เขียน: ฟิลลิปป์ คีล หาซื้อได้ที่: ร้าน HARDCOVER: The Art Book Shop

Q & A a day: 5 Year Journal

เขียน: Potter Style สำนักพิมพ์: Clarkson Potter

จำนวนหน้า : 368 หน้า ราคา: 606 บาท หาซื้อได้ที่: ร้านหนังสือ Kinokuniya


READING IS…

เราคิดว่าการอ่านคือการเก็บสะสม บางสิ่งบางอย่างเข้าหัวสมองเรา นอกจากยัดเข้าหัวสมองแล้วยังยัดเข้าหัวใจของเราด้วย การอ่านทำให้เรามีจิตใจที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น ทำให้เห็นและเข้าใจโลกมากขึ้น จริงๆ ก็ไม่ได้ขึ้นกับการอ่านอย่างเดียว การดูหนัง การฟังเพลงก็คล้ายๆ กัน ทั้งขัดเกลาสมองและขัดเกลาจิตใจของเรา

NAKROB IS READING: Design + Culture ของ ประชา สุวีรานนท์

“หนังสือเล่มนี้เล่าว่างานออกแบบที่เราเห็นสวยๆ จริงแล้วมันมีมุมมองด้านวัฒนธรรมทับซ้อนอยู่ อย่างเรื่องทำไมคนถึงใช้ฟอนท์ Helvetica นี้เยอะ มันมีอะไรรองรับอยู่ เก้าอี้พลาสติกที่เราเห็นตามร้านข้างทางมีที่มาจากอะไร เวลาที่เราเห็นประเทศต่างๆ เราจะนึกถึงฟอนท์อะไรและเชื่อมโยงกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไร”

ขอขอบคุณสถานที่: ร้าน Floral Cafe by Napasorn