ถ้าไม่มีเสียงเอ่ยเรียกชื่อ ดึงตัวเรากลับมาสู่โลกความเป็นจริงเสียก่อน เราจะคิดว่าภาพตรงหน้าคือฉากตอนหนึ่งของซีรีส์เกาหลีพลอตเรื่องรักใสๆ นั่นก็เพราะหนุ่มนักอ่านของเราวันนี้ สูงยาว เข่าดี รูปร่างหน้าตาเหมือนอปป้าออกมาจากเว็บซีรีส์ซับไทยเป็นสุด เชื่อเลยว่าเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านคงกำลังกรอกตามองบนจนข้ามเส้นเขตแดนทะลุเกาหลีเหนือไปแล้ว

เราพบกับ ‘ไอซ์ซึ’ – ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์ ครั้งแรกใน MV เพลงคนมีเสน่ห์ ของคุณป้าง นครินทร์ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เราหลงเสน่ห์เขาไปมากกว่าตอนที่เลือกหนังสือใกล้ๆ กัน ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติรอบเดือนตุลาคมเมื่อปีก่อน แอบเหลือบมองรายชื่อหนังสือที่เขาตามหาแล้ว ทำเอาเขินไกลไป Seoul สุดๆ (และร้องในใจ แม่จ๋า! คนนี้แหละ soulmate) และเมื่อมีโอกาสชวนเขาเลือกหยิบ 5 เล่มที่ประทับใจมาเล่าสู่กันฟัง ก็ทำเอาเราประกาศตัวเป็นแฟนคลับ อยากติดตามนายแบบหนุ่มคนนี้ทุกๆ รันเวย์ไป #ไอซ์ซึอ่าน

ALL YOU READ IS LOVE

“เราเริ่มชอบอ่านหนังสือตั้งแต่ตอนสมัยเรียนประถมกำลังขึ้นมัธยมต้น เริ่มจากการ์ตูนก่อน อ่านทุกเรื่องทุกเล่มที่วางแผงหนังสือเลย ไม่ว่าจะของวิบูลย์กิจ สยามอินเตอร์คอมิกส์ แต่เป็นการ์ตูนผู้ชายตีกันแบบจอมเกบลูส์ วันพีช ตอนนั้นยังไม่ได้เริ่มอ่านวรรณกรรมหรือนวนิยายเล่มใหญ่ๆ ถ้าเป็นวรรณกรรมที่โตขึ้นหน่อยจะเริ่มช่วงประมาณ ม.3 – ม.4 เป็นช่วงที่พี่สาวเข้ามหาวิทยาลัยซึ่งเขาจะอ่านหนังสือเยอะพอสมควร ที่บ้านจึงเริ่มมีหนังสือหลากหลายแนวมากขึ้น เริ่มมีวรรณกรรมเยาวชนอย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์

ตอนอ่านแฮร์รี่ พอตเตอร์นี่ผมก็ไม่ได้ชอบมากนะครับ ไม่ได้ชอบพวกแนวแฟนตาซีหรือพวกผจญภัย แต่พอได้ไปงานหนังสือแล้วเราได้เห็นหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเอง และมีช่วงหนึ่งที่ผมเคยรู้สึกด้อยค่ากับตัวเอง และเคยมีใครแนะนำว่าให้ลองหาหนังสือมาอ่านเพิ่มมุมมองใหม่ๆ แก่ชีวิต เราก็เลยเริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับธรรมะก่อน พวกพัฒนาตัวเอง การมองโลกในแง่ดีและวิธีการมองโลกในมุมใหม่ อินกับหนังสือธรรมะอยู่เป็นปี”

1

“กับเล่มนี้ แม้ดูเหมือนเป็นหนังสืออ่านยาก แต่จริงๆ ไม่ยากเลย สำหรับเราเป็นหนังสือที่อ่านสนุกมาก อ่านแล้วเรารู้สึกสะใจ สะใจทั้งภาษาที่เขาเขียน และภาษาที่เขาวิจารณ์ศาสดาของศาสนาหลายๆ องค์ ผู้เขียนดึงทุกๆ คนให้อยู่เท่ากันหมดเลย ซึ่งหลังจากที่อ่านเล่มนี้แล้วก็ทำให้โลกของเราเปิดกว่าเดิม ทำให้เราเห็นโลกในแบบอื่น ทำให้เราได้คิดว่าการที่จะเชื่ออะไรสักอย่าง เราควรจะเห็นภาพกว้างๆ ว่ามีทางใดให้เราเลือกบ้าง ค่อยๆ ทำความรู้จักก่อนจะตัดสินใจ และกลายเป็นว่าในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ผมชอบก็นั้นมีส่วนประกอบจากทุกๆ ศาสนา ไม่ยึดถือว่าต้องเชื่อศาสนาใดศาสนาหนึ่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งสำตัวผมแล้วเป็นวิธีคิดที่ดีกับตัวเองมาก

อ่านครั้งแรกเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว บทเรียนที่ได้ตอนนั้นเราก็นำไปปรับใช้กับชีวิตส่วนหนึ่ง ผ่านไป 2 ปีผมกลับมาอ่านใหม่อีกรอบ บทเรียนที่ได้รับก็ต่างไปจากเดิม ด้วยจากโลกที่เราไปเจอมันเปลี่ยนไป วิธีการมองโลกที่เปลี่ยนไป 3 วันก่อนที่หยิบมาอ่านก่อนมาคุยกันเรื่องหนังสือผมก็ได้แนวคิดใหม่ๆ อีกแล้ว (หัวเราะ) ต้องลองอ่านดู สำคัญคือมันทั้งสนุกและสะใจการเสียดสีความเชื่อทางศาสนา เราไม่จำเป็นต้องมาทะเลาะกันว่าคำสอนของใครดีที่สุดเพราะทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันในเรื่องความดีเหมือนกันหมด แต่ต่างกันที่วิธีการไปสู่เป้าหมายนั้นๆ แล้วจะเข้าใจคนที่คิดต่างมีความเชื่อในสิ่งที่ต่างจากเรา สงครามจากศาสนาก็จะไม่เกิดขึ้น

“ง่ายคือถูกต้อง จงเริ่มต้นให้ถูกต้อง แล้วจะทำได้ง่าย รักษาความง่ายนั้นไว้ แล้วจะถูกต้อง หาทางถูกต้องที่นำไปสู่ความง่าย ก็คือ จงลืมหนทางที่ถูกต้องเสีย และจงลืมด้วยว่า การไปนั้นง่าย” – คุรุวิพากษ์คุรุ, OSHO

: เหล่านี้คือหลักการใช้ชีวิตของจวงจื่อ กว่าผมจะตีความนี้ได้ใช้ต้องอ่านทวน 30 กว่ารอบ (หัวเราะ)”

คุรุวิพากษ์คุรุ  Meetings with Remarkable People

ผู้เขียน: OSHO ผู้แปล: โตมร ศุขปรีชา สำนักพิมพ์:  GM BOOKS

จำนวน: 328 หน้า ราคา: 230 บาท หาซื้อได้ที่: ร้านหนังสือทั่วไป


2

“หลังจากเริ่มเรียนรัฐศาสตร์การปกครอง เรียนเรื่องการเมืองก็ทำให้ได้เจอกับหนังสือเรื่อง animal farm เล่มนี้ ผมอ่านบนเครื่องบินจากญี่ปุ่นกลับมาไทยรวดเดียวจบ ใช้เวลา 4 ชั่วโมง สนุกมากๆ เวลาที่อ่านเราจะจินตนาการภาพตามตัวหนังสือ และพอเป็นเรื่องราวที่แทนตัวละครเป็นสัตว์ เราก็นึกภาพตามอย่างสนุก แต่สิ่งที่เราชอบก็คือ เราเองเคยคิดถามตัวเองเหมือนกันว่าถ้าสัตว์มีความคิดมันจะคิดว่าอะไร มันจะพูดว่าอะไร และพอผู้เขียนบรรยายความรู้สึกนึกคิดสัตว์เหล้านั้นลงไปเราก็สนุกไปด้วย และเรื่องนี้มันเจ๋งตรงที่เขาเขียนเรื่องสัตว์ในแง่การเมือง การปกครอง การปฏิวัติตรงกับสิ่งที่เราเรียนมาพอดี เหมือนการสรุปความทุกอย่างไว้ในหนังสือเล่มเดียว สนุกดี”

“มันไม่ได้แสดงความเห็นเรื่องของการกบฎและผลของการกบฎ เมื่อถามว่าไม่มีความสุขมากขึ้นดอกหรือในยามที่นายโจนส์จากไปแล้ว มันก็จะตอบเพียงว่า ลามีอายุขัยยืนยาว พวกเจ้าไม่เคยมีใครเห็นลาที่ตายแล้ว’ สัตว์ตัวอื่นๆ ต้องยอมจำนน กับคำตอบที่เป็นปริศนาชวนพิศวงนั้น” – Animal Farm, George Orwell

 

: ผมรู้สึกว่าตรงกับสถานการณ์ของพวกเราตอนนี้ คนไทยทั้งหมดเป็นลาตัวนี้อยู่ เป็นคนที่เบื่อ เห็นการเมืองเดิมๆ มาจนเบื่อแล้ว ลาเป็นสัตว์ที่อยู่นานและเบื่อโลก พอมันเบื่อก็ไม่สามารถพัฒนาได้อีกต่อไป และในเรื่องมีสัตว์อีกหลายตัว มีหมูที่ฉลาด มีม้าที่ใช้แรงงาน มีสัตว์หลายๆ ชนิดที่เขาหยิบยกขึ้นมาแทนคนในสังคม ก็อยู่ที่ว่าเราจะเลือกเป็นใคร”

แอนิมอล ฟาร์ม สงครามกบฏของสรรพสัตว์ Animal Farm

ผู้เขียน: George Orwell ผู้แปล: บัญชา สุวรรณานนท์ สำนักพิมพ์: ไต้ฝุ่น

จำนวน: 136 หน้า ราคา: 135 บาท หาซื้อได้ที่: ร้านหนังสือทั่วไป


3

“ปกติเวลาเราเดินไปเจอหนังสือที่พูดถึงความรัก เรามักจะเจอนิยายรักภาพปกการ์ตูนสวยหล่อ หรือบางทีก็เป็นหนังสือปรัชญาความรักและนิยามความรักในแบบที่เราเอื้อมแตะไม่ถึง ซึ่งพอมาเจอกับหนังสือเล่มนี้ที่มีคำโปรยบนหน้าปกว่า ‘เคมีรักระหว่างเรา’ เราก็สนใจ ยิ่งบอกว่าความรักสามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ก็ยิ่งสนใจ พอได้อ่านเราพบว่า คำว่าวิทยาศาสตร์ไม่ได้ลดระดับความรักลงเลย แต่กลับทำให้เราเข้าใจมันมากขึ้น เราชอบที่ผู้เขียนค้นคว้าเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็นคำคมจากภาพยนตร์ คำคมของคนดังในสังคม คำคมของนักวิทยาศาสตร์ แล้วหยิบเอาหลักวิทยาศาตร์มาอธิบาย

ก่อนหน้านี้เรามองความรักเป็นเรื่องอารมณ์และความรู้สึก หลังจากอ่านแล้วก็มองความรักเหมือนเดิมเพียงแต่เข้าใจมากขึ้น และก็สนุกกับมันมากขึ้น ในหนังสือจะอธิบายทุกสเต็ปของความรัก ตั้งแต่รักแรกพบ ช่วงโปรโมชั่นของความรัก โลกสีชมพู เราก็ได้เปิดมุมมองความรู้เบื้องหลังและพอมาเจอในชีวิตจริง เราก็จะเข้าใจว่า อ๋ออยู่ขั้นนี้แล้วนะ กำลังขั้นผูกพันแล้วนะ เราเป็นสัตว์ประเภทเสพย์ติดความเจ้าชู้ เสพย์ติดการได้เจอคนใหม่ๆ ก็ทำให้เรารู้จักความรักในมุมมองของตัวเองมากขึ้นจากหนังสือเล่มนี้ เคยแนะนำให้เพื่อนที่เป็นคนเจ้าชู้มากๆ อ่าน เพื่อนก็ชอบจนไปหาซื้อมาเป็นของตัวเอง

“ส่วนประกอบพื้นฐานของน้ำตาคือน้ำ + เกลือโซเดียมคลอไรด์ น้ำตาจึงมีรสเค็ม เชื่อว่าทุกคนเคยชิมเวลาที่สายน้ำไหลรินจากตาตามแรงโน้มถ่วงมาสู่มุมปาก น้ำตายังมีเอนไซม์หลายชนิดรวมถึงอิมูโนโกลบูลินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกัน” – เคมีรักระหว่างเรา, พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล

: เราชอบที่บอกว่าน้ำตาเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกัน มันคมดี”

เคมีรักระหว่างเรา

ผู้เขียน: พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล สำนักพิมพ์: springbooks

จำนวน: 163 หน้า ราคา: 159 บาท หาซื้อได้ที่: ร้านหนังสือทั่วไป


4

“เราชอบวิทยาศาสตร์เรื่องความมีเหตุและผล มนุษย์เรามาไกลมากจากมนุษย์ที่เอาหินสองก้อนมากระทบเป็นไฟจนวันนี้มนุษย์ไปถึงอวกาศได้ เราชอบสารคดีเกี่ยวกับวิทยาศาตร์อยู่แล้วด้วย พอมาเจอเล่มนี้ก็ชอบ เหมือนอ่านบทเรียนวิชาฟิสิกส์เล่มใหญ่ๆ หลายเล่มในเล่มเดียว พูดเรื่องฟิสิกส์จ๋าๆ เลยแต่ไม่เข้าใจยากอย่างที่คิด เริ่มตั้งแต่ 0 การกำเนิดมนุษย์ ไปจนถึงพัฒนาการถึงปัจจุบัน เราได้เห็นเรื่องราวเบื้องหลังกว่าจะมาเป็นไอน์สไตน์อัจฉริยะของโลก

“ไอน์สไตน์ทำนายว่าเวลาบนที่สูงใกล้ดวงอาทิตย์ดำเนินไปเร็วกว่าเบื้องล่างซึ่งอยู่ใกล้พื้นโลกมากกว่า เมื่อวันดูพบว่าเป็นเช่นนั้น ถ้าคนที่อาศัยระดับน้ำทะเลพบกับคู่แฝดที่อาศับบทผู้เขา จะพบว่าแฝดผู้นั้นแก่กว่าเล็กน้อย” ความงามแห่งฟิสิกส์, Carlo Rovelli

: เขาพยายามอธิบายด้วยเรื่องราวง่ายๆ ทำให้เราเข้าใจมันมากขึ้น ตั้งแต่โลกยังแบนไปจนถึงเรื่องจักรวาล บางบทเรียนเราผ่านมาสมัยเด็กๆ แต่ไม่ได้ใส่ใจ เขาเล่าได้สนุกกว่าที่คิดไว้เยอะมาก รูปภาพบรรยายง่ายๆ”

ความงามแห่งฟิสิกส์ Seven Brief Lessons on Physics

ผู้เขียน: Carlo Rovelli ผู้แปล: สุนันทา วรรณสินธ์ สำนักพิมพ์: openworlds

จำนวน: 88 หน้า ราคา: 165 บาท หาซื้อได้ที่: ร้านหนังสือทั่วไป


5

“หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กคนหนึ่งที่มาฝึกงานเพื่อจะไปเป็นช่างทำผม ระหว่างทางก็สอดแทรกเรื่องความฝัน การปลูกฝังทัศนคติและสังคมสังคม โดยทางบ้านของตัวเอกไม่อยากให้เขาทำอาชีพใช้แรงงานเพราะเชื่อว่าเป็นงานของคนชั้นต่ำ แต่เด็กคนนี้มีความฝัน เขาอยากทำแม้คุณพ่อจะขัดขวาง เราชอบการพูดถึงอคติในการมองโลก การตัดสินคนก่อนจะรู้จักตัวตนเขา ไม่เคยอ่านหนังสือแล้วร้องไห้มาก่อนเลย แต่ว่าเรื่องนี้ทำให้เสียน้ำตาได้ เราอินเพราะตอนเราเด็กๆ เราก็เคยฝึกงาน เรารู้สึกเชื่อมโยงกับตัวละครตัวนี้มาก ผมเชื่อว่าเด็กยุคนี้จะมีอินได้ไม่ยาก ความคาดหวังจากผู้ปกครองในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบ

“ ‘แต่แม่คะ หนูนึกภาพไม่ออกว่าหลุยส์จะไปทำอะไรในร้านตัดผมผู้หญิง’

‘ไม่มีอาชีพอะไรที่ต่ำต้อยหรอก’ คุณยายซึ่งเริ่มทำงานที่ร้านขายขนมปังเมื่ออายุ 16 ปี โต้กลับ ” – ห้องแต่งผมไมเต้, มารี-โอ๊ด มูรัย

: ผมรู้สึกว่าบทนี้มันครบกริบมากเพราะว่าตัวละครแม่ เป็นคนที่ตัดสินว่างานร้านตัดผมนั้นไม่ดีแต่กลับกันแม่ของตัวเองก็เคยเป็นคนขายขนมปังมาก่อน เป็นประโยคย้อนแย้งกันพอสมควรและเป็นใจความหลักของเรื่องนี้ ว่าไม่มีอาชีพไหนที่ต่ำต้อย”

ห้องแต่งผมไมเต้ Maïté Coiffure

ผู้เขียน: มารี-โอ๊ด มูรัย ผู้แปล: เย็นตา สำนักพิมพ์: สวนเงินมีมา

จำนวนหน้า: 208 หน้า ราคา: 250 บาท หาซื้อได้ที่: ร้านหนังสือทั่วไป

ทดลองอ่าน: issuu

READING IS…

Interview : P PANNOI

Photo : KarN Tantiwitayapitak