เราอยากให้คุณมองไปรอบๆ จดจำสิ่งต่างๆ แล้วหลับตานึกดูว่า สิ่งรอบกายของคุณเป็นส่วนสำคัญที่หล่อหลอมให้คุณเป็นคุณในทุกวันนี้ไหม อะ…เอาว่าไม่ต้องคิดไปไกลถึงขนาดนั้นก็ได้ สิ่งแวดล้อม ผู้คนรอบกาย คือองค์ประกอบสำคัญในปัจจุบันของคุณหรือเปล่า สำหรับคำตอบของเรานั้นก็คงจะต้องบอกว่าใช่ มันนับเป็นส่วนหนึ่งของตัวเราแบบที่ไม่ทันจะรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ คงเหมือนที่หลายคนบอกไว้ว่า หากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีเราก็จะได้อะไรดีๆ กลับไปด้วย

วันนี้เป็นอีกวันที่ Kooper ได้เข้ามาอยู่ในสถานที่ดีๆ อย่างห้องทำงานสีสันสดใสของสาวช่างฝัน ‘Juli Baker and Summer’ หรือ ป่าน– ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา นักวาดภาพประกอบสาวที่มีลายเส้นน่ารัก สีสันฉูดฉาด และดูจริงใจ ผลงานการวาดภาพของเธอได้ไปอยู่บนหน้าปกอัลบั้มของวง ‘Plastic Plastic’ เคสโทรศัพท์ เสื้อยืด กำแพงรั้วขนาดยาวของโรงแรมสุดเก๋ เป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองในขณะนี้ และด้วยเหตุผลนี้เองก็อดไม่ได้ที่จะจับเธอมานั่งคุยในคอลัมน์ STUDIO VISIT ยิ่งคุยก็ยิ่งรู้สึกประทับใจในความสามารถและมุมมองที่เธอมีต่องานศิลปะที่เธอถ่ายทอดออกมา

ที่มาที่แสนน่ารักของชื่อ Juli Baker and Summer 

จริงๆ ตอนแรกป่านแค่จะตั้งชื่อร้านขายหมวกมือสองของตัวเองเฉยๆ มันก็เริ่มจากอะไรที่ง่ายมาก คือป่านชอบหนังเรื่อง Flipped ของ Rob Reiner ซึ่งเป็นผู้กำกับที่ป่านชอบ มีตัวละครชื่อ Juli Baker แล้วพ่อของตัวละครนี้มีนิสัยคล้ายกับพ่อของป่านมาก แล้วป่านก็เลยเปรียบตัวเองว่าเป็น Juli Baker (หัวเราะ) แล้ว Summer ก็มาจากชื่อตัวละครในเรื่อง 500 days of summer แต่ไปๆ มาๆ ป่านว่ามันน่าจะหมายถึงฤดูร้อนมากกว่า เพราะงานป่านและโปรดักต์ที่ทำขายมันจะมีความสดใส มีความเป็นฤดูร้อน ก็เลยเอามารวมกัน คือใช้ชื่อนี้มาตั้งแต่แรกก็เลยต่อยอดมาจนถึงทุกวันนี้

โปรดักต์ที่สดใสของ Juli Baker and Summer

ตอนนี้เรามีเข็มกลัด ผ้าพันคอ โปสการ์ด มี Zine เป็นหนังสือทำมือ แล้วก็มีเดรสอะไรแบบนี้ค่ะ ในอนาคตที่ป่านมองไว้คืออยากทำพวก Houseware ด้วยนะ พรม ผ้าปูโต๊ะ โปรดักต์ที่มีตอนนี้ก็จะขายผ่าน Online Store อย่าง Facebook Fanpage, Instagram แล้วก็มีวางขายที่ Happenning Shop หอศิลป์กรุงเทพฯ เดี๋ยวจะมีไปวางที่ Tentacles N22  แล้วก็ที่ Spacebar ค่ะ ในอนาคตก็อยากจะมีร้านเป็นของตัวเองนะ แต่ตอนนี้เราก็เอาเท่านี้ก่อน คือมีแพลนจะไปเรียนปริญญาโทด้วย เพื่อที่จะกลับมาเปิดโรงเรียนสอนศิลปะ ก็อยากจะมี Shop เล็กๆ อยู่ในนั้น

เพื่อให้ชัดเจนขึ้น จึงต้องต่อยอดความรู้ของตัวเอง

ตอนนี้ที่จะไปเรียนปริญญาโท ป่านก็ดูอัมสเตอร์ดัมกับอังกฤษไว้ เป็นสาขา Fine Art คือที่อัมสเตอร์ดัมอะอยากไปมาก ทีนี้มันมีปัญหาคือต้องเรียนสองปี ใช้เงินเยอะด้วย แต่ที่อังกฤษมันปีเดียว แล้วเราก็เผื่อเวลาไว้เที่ยวต่ออีกปีนึงมันก็จะสนุกคนละแบบอะ แต่ที่อัมสเตอร์ดัมมันมีคณะชื่อ Dirty Department อะ ชื่อคณะดูเท่มาก มันก็จะเป็น Fine Art นี่แหละแต่ว่าจะนอกกรอบกว่า Fine Art ทั่วๆ ไป

เรียนจบสายแฟชั่น แต่มาลงเอยกับการวาดภาพ

ป่านชอบวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก ชอบวาดรูปผู้หญิงแต่งตัวสวยๆ เราก็นึกว่า เออ แฟชั่นนี่แหละที่เราน่าจะชอบ พอได้มาเรียนจริงๆ process มันไม่ใช่แค่วาดรูปอะ มันต้องมีเรื่องของ material เรื่อง trend ด้วย แล้วเราก็เลยไม่เอ็นจอยกับ process อื่นๆ ที่ว่ามา เราก็เลยไปลองทำหลายๆ อย่าง ไปลองเรียนอะไรใหม่ๆ มาประจวบเหมาะกับตอนที่ได้ไปเรียนแลกเปลี่ยนที่อังกฤษ เป็น ‘Visual Communication’ มีคลาสที่สอน illustration ก็ชอบมาก เลยเริ่มผันตัวมาด้านนี้

งานแฟชั่นก็ไม่ถึงกับทิ้งไปเลยนะ เราก็ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ประจำให้กับแบรนด์เสื้อผ้าเด็กที่เบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ทำลายผ้าให้กับแบรนด์มาสองปีกว่าแล้ว คือได้คอนแทคกันมาตอนที่ป่านไปฝึกงานที่เบอร์ลิน เราทำแค่แพทเทิร์นแค่ลายมันก็จะไม่ต้องใช้อะไรมาก ส่งงานกันผ่าน Dropbox ได้เลย แล้วก็มีทำกับแบรนด์ Vick’s Weekend ของไทยค่ะ

ตัวตนที่ชัดเจนมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตและคนรอบข้าง

เราเชื่อว่าตัวตนของเรามันมาจากทุกๆ อย่างที่มันเกิดขึ้นในชีวิตของเราตั้งแต่เด็ก วิธีการเลี้ยงลูกของพ่อแม่ สถานที่ที่เราไป คนที่เราได้ไปพบ ได้คุยด้วย หนังสือที่อ่าน หนังที่ดู แล้วพ่อแม่ป่านก็ชอบศิลปะ พ่อป่านก็โตมาในยุค 60s 70s ซึ่งป่านว่าคนที่โตมาในยุคนี้เขาจะมีความเป็นอาร์ตทิสอยู่ ซึ่งพ่อก็ผลักดันเราในด้านนี้ แม่ก็เคยทำเครื่องประดับแฮนด์เมดขาย มันเลยเหมือนถูกปลูกฝังมาโดยไม่รู้ตัว

พ่อเราเป็นติ่ง The Beatles ด้วย คือเขาชอบมากเลย ตอนเด็กเราไม่ชอบนะ เราคิดว่ามันเป็นเพลงของคนแก่อะ เพราะคิดว่าพ่อฟัง เด็กรุ่นเราตอนนั้นก็ไม่มีใครฟังเลย แอบแอนตี้เบาๆ ด้วย เพราะอะไรก็ The Beatles พ่อเคยทำการ์ดให้เราแบบเอาหน้าเราไปแปะกับคนในวงด้วย (หัวเราะ) แต่พอโตขึ้นมาหน่อยไปร้านอาหารแล้วได้ยินเพลงๆ หนึ่งชอบมาก ปรากฎว่าเพลงนั้นเป็นของ The Beatles ก็ลองไล่ฟังแล้วก็ชอบเลย ถ้าเลือกได้ก็อยากจะเกิดในยุคนั้นเหมือนกันนะ ทั้งสไตล์บ้าน สไตล์การแต่งตัวอะไรก็สวยหมดเลยยุคนั้นอะ อินเนอร์ของคนยุคนั้นก็น่ารักดี

แรงบันดาลใจในการทำงานก่อเกิดจากการเก็บเล็กผสมน้อยของสิ่งที่ได้พบเจอ

เราไม่สามารถที่จะแบบวันนี้อยากหาแรงบันดาลใจแล้วออกไปหาอะ อย่างเช่นวันนี้เราคุยกันเรื่องอะไรสักอย่างมันก็อาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับงานในอนาคตของป่านก็ได้ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวจริงๆ การไปดูงานศิลปะมันก็เป็นวิธีที่ดีนะ คือมันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ แต่ป่านเชื่อว่ามันคือทุกอย่างในชีวิตเรา อย่างเช่นตอนฝันก็ใช่นะ The Beatles เองก็มีหลายเพลงที่แต่งขึ้นมาจากความฝัน เราเลยรู้สึกว่ามันคืออะไรก็ได้เลยที่อยู่รอบตัว

การแบ่งเวลาให้กับงาน และการพักผ่อนในแบบ ‘Juli Baker and Summer’

เราเป็นฟรีแลนซ์อะ ทุกวันของเราก็มีค่าเท่ากัน  ไม่ได้เกลียดวันจันทร์และไม่ได้ยินดีกับวันศุกร์ เราจะรู้จังหวะชีวิตของเราเองว่าตอนนี้อยากออกไปชาร์จแบตไปเติมพลัง หรือเวลาตารางมันบังคับให้เราต้องทำงานเราก็ต้องทำงานให้เสร็จ แต่ถ้าเกิดว่าว่างๆ เราก็จะดูหนัง ช่วงมอปลายเราก็ดูหนังกับพ่อทุกคืนเลย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ดูบ่อยขนาดนั้นแต่ก็ยังชอบดูอยู่ แล้วก็ชอบออกไปตามอีเว้นท์ต่างๆ พยายามจะจัดการให้ปีหนึ่งมีเวลาไปเที่ยวทริปยาวๆ ได้ เป็นการเติมพลังชีวิตไปด้วย

เวลาไปเที่ยวก็จะเลือกตามงานศิลปะในประเทศก่อน เพราะเราไม่ใช่พวกที่ชอบปีนเขา หรือเที่ยวสายธรรมชาติขนาดนั้น เราชอบเดินในเมืองไปเจอเพื่อนใหม่ๆ ดูงานศิลปะ ลองกินอาหารแปลกๆ ดูวัฒนธรรมเป็นหลัก

ผลงานป่านที่โรงแรม Ibis

ชอบทดลองสิ่งใหม่ๆ ไม่กลัวที่จะได้เจอกับงานที่ยาก

ล่าสุดได้ไปวาดภาพลงบนกำแพงโรงแรม Ibis Styles Chiang Khong Riverfront ที่เชียงของ สนุกมาก มันเป็นงานชิ้นที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตป่านเลย กำแพงความยาว 18 เมตร สูง 7 เมตร ต้องปีนนั่งร้านสามชั้น ขาสั่นมากเพราะมันสูงจริงๆ เป็นอะไรที่ท้าทายดี คุณพ่อเป็นลูกมือ (หัวเราะ) ทางโรงแรมเขาก็เห็นงานเราจากในเพจอะไรแบบนี้อะ ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีมาก

มุมโปรดภายในบ้านที่ใช้พักผ่อน และจุดประกายไอเดียในการสร้างสรรค์ผลงาน

ก็เป็นห้องทำงานตรงนี้เลย เราแยกห้องทำงานกับห้องนอนออกจากกัน เพราะไม่อย่างนั้นเราก็จะนอน (หัวเราะ) เราอยากทำให้ห้องทำงานเราอยู่แล้วแฮปปี้เพราะเป็นฟรีแลนซ์ อาจจะมีไปห้องพ่อบ้างเพราะมันอากาศจะเย็น แต่หลักๆ เลยก็จะทำงาน นั่งเล่น เล่นเปียในห้องนี้ ซึ่งเปียโนไม่ได้เล่นนานมากแล้ว ได้กลับมาเล่นอีกทีเพราะดูหนังเรื่อง La La Land นี่แหละ (หัวเราะ)

หนังเป็นแหล่งความรู้และบันเทิงที่มีอิทธิพลต่อความคิดของป่าน

หนังมีอิทธิพลกับเรามาก เพราะเราดูหนังเยอะมาก เป็นคนชอบดูหนัง คือเพื่อนที่สนิทก็จะล้อบ่อยว่าวันนี้สวมวิญญาณใครมา เพราะเราชอบทำตัวเป็นคอสเพลย์ คอสเพลย์เป็นตัวละครในหนัง แต่เราจะไม่บอกใครนะ ในแต่ละวันเราจะแล้วแต่ว่าอินเนอร์เราจะเป็นคนๆ นี้นะ จริงๆ มันก็เหมือนคอสเพลย์อะ (หัวเราะ) ก็เลยคิดว่าหนังนี่แหละที่มีอิทธิพลต่อเรา

ผลงานคุณลุง Ken Done

Role Model ที่ทำให้ป่านเป็นป่านจนถึงทุกวันนี้

ป่านยกให้พ่อกับแม่เลยในด้านการใช้ชีวิต พ่อป่านก็ทำงานเพื่อสังคมเยอะ ป่านก็จะรู้สึกว่าพ่อเขาใช้ชีวิตคุ้มอะ ใช้ความสามารถของเขาในการช่วยเหลือคนได้เยอะดี พ่อเป็นอาจารย์ เคยทำงานองค์กรระหว่างประเทศ ผู้ใช้แรงงาน คนต่างด้าวอะไรแบบนี้ด้วย เราก็รู้สึกว่ามันดีนะ แต่ถ้าเป็นด้านงานศิลปะเราก็จะชอบหลายคนนะเปลี่ยนไปเรื่อยแล้วแต่ช่วง อย่างช่วงนี้ก็คือจะชอบ Ken Done เป็นศิลปินชาวออสเตรเลีย เป็นคุณลุงแก่ๆ น่ารักๆ เลย เป็นสไตล์งานที่ป่านชอบมาก

สไตล์งานเป็นศิลปะแบบบริสุทธิ์ ไม่จำเป็นต้องเหมือน วาดในสิ่งที่ต้องการ

ตอนเราเรียนก็ได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปะ Naive เพราะว่าตอนนั้นเราวาดภาพไม่เหมือน ตอนนั้นน่าจะเป็นวิชา History of Arts มันก็จะมีลัทธินี้อยู่ เขามีคอนเซปต์ว่าศิลปะมันไม่ต้องรู้ Theory เด็กหรือคนที่ไม่ได้เรียนศิลปะมาก็วาดรูปได้ เราดูงานหรือศิลปะจากลัทธินี้มาก็ชอบ งานส่วนใหญ่ก็เป็นแบบงานเด็กเลยนะ อย่างงานเราจริงๆ ก็ไม่ใช่ Naive หรอก แต่อินสไปร์มาลัทธิ Naive เฉยๆ ค่ะ แต่ว่าครูเราที่เป็นคนอังกฤษเขาเพิ่งมาไทยเขาก็บอกว่างานเรามีความเป็นไทยโดยที่ไม่รู้ตัว เขาก็บอกว่างานเราเป็น Henri Matisse นะ แต่เป็นเวอร์ชั่นอยู่ไทย ซึ่งเราไม่เคยรู้ว่างานเรามันมีความเป็นไทย ตอนหลังๆ มาเราก็เริ่มรู้สึกว่ามันก็จริงนะ มันเป็นสิ่งที่เกิดจากการเติบโต

อยากเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวงการศิลปะและการออกแบบสร้างสรรค์ในเมืองไทย

เราเพิ่งคุยกับเพื่อนชาวฝรั่งเศสเรื่องนี้เมื่อวานเอง จริงๆ มันมีหลายแง่มุมมาก บ้านเราโปรดักชั่นในการสร้างแบรนด์มันง่ายมาก อย่างเพื่อนเราที่ฝรั่งเศสอะเวลาจะทำผ้าพันคอสักอันเขาต้องไปสั่งที่ฮอลแลนด์ เพราะมันไม่สามารถหาที่ถูกๆ ได้เลยในฝรั่งเศสแบบที่นักศึกษาสามารถทำได้ ทั้งที่บ้านเราทำได้ง่ายมาก และโคตรถูก แต่ในขณะเดียวกันมันก็เหมือนว่าบ้านเราไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือให้มูลค่ากับงานฝีมือเลย เราไม่ได้จ่ายเงินให้กับช่างฝีมือมากพอ มันก็สะท้อนได้จริงๆ ว่าเราไม่ได้ให้มูลค่ากับงานฝีมือ รวมไปถึงเราไม่ได้เปิดใจให้กับงานสร้างสรรค์มากเท่าไรด้วย เหมือนเราถูกสอนกันมาว่าศิลปะคือการวาดรูป แต่จริงๆ แล้วเราว่าศิลปะมันคือเรื่องของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นหมอหรือนักวิทยาศาสตร์ถ้าไม่มีความคิดสร้างสรรค์ก็ดูไปต่อไม่ได้ เราก็เลยอยากเปิดโรงเรียนสอนศิลปะ (หัวเราะ) มันทำได้เท่านี้แหละ แต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดเนอะ

เหมือนเราถูกสอนกันมาว่าศิลปะคือการวาดรูป แต่จริงๆ แล้วเราว่าศิลปะมันคือเรื่องของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นหมอหรือนักวิทยาศาสตร์ถ้าไม่มีความคิดสร้างสรรค์ก็ดูไปต่อไม่ได้ เราก็เลยอยากเปิดโรงเรียนสอนศิลปะ

ติดตามผลงานของป่านได้ที่ : julibakerandsummer

SaveSave

SaveSave